"TURN EXPERIENCE TO VICTORY"

รับฟังความเห็นประกาศ 4G

รับฟังความเห็นประกาศ 4G

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมามีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz หรือร่างประกาศ 4G ขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในบทความฉบับนี้เราจะได้เล่าถึงบรรยากาศในงานและที่สำคัญคือจะได้หยิบยกประเด็นต่างๆ ที่มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะรวมถึงการแสดงความคิดเห็นที่มาจากภาคส่วนต่างๆ ว่ามีอย่างไรบ้าง

โดยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ ประกาศ 4G ในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบการดำเนินงานที่เริ่มจากการให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กสทช. ตั้งประเด็นที่ต้องการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเสียก่อน จากนั้นเป็นการอธิบายสาระสำคัญคร่าวๆ ของประเด็น จากนั้นจะมีฝ่ายผู้ไต่ถามหรือผู้แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ได้ตั้งไว้ แล้วตัวแทนจากสำนักงาน กสทช. จะเป็นผู้ตอบหรือเป็นผู้ชี้แจง โดยในระหว่างการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU เข้าร่วมสังเกตการณ์และร่วมตอบข้อซักถามด้วย และได้เชิญท่านแก้วสรร อติโพธิทำหน้าที่เป็นพิธีกร ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันและเสียงหัวเราะ

เริ่มต้นการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่าง ประกาศ 4G ด้วยประเด็นแรกคือความเหมาะสมของขนาดคลื่นความถี่ที่จะใช้ในการประมูลในครั้งนี้ ตามที่ร่าง ประกาศ 4G กำหนดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จำนวน 2 ชุด ชุดละ 12.5 MHz และจำกัดให้บริษัทผู้เข้าร่วมประมูลสามารถประมูลไปได้บริษัทละ 1 ชุดคลื่นความถี่หรือ 12.5 MHz ซึ่งในประเด็นแรกนี้เป็นประเด็นที่มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมากที่สุดและใช้เวลานานที่สุด ซึ่งสามารถสรุปแนวความคิดเห็นได้ออกเป็น 5 แนว แนวความคิดเห็นแรกคือการประมูลคลื่นความถี่จำนวน 12.5 MHz นั้นเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป ไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ เพราะจำนวนคลื่นความถี่ที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ คือ 20 MHz ดังนั้นจึงควรรอให้อายุสัญญาสัมปทานของ ดีแทค หมดในปี พ.ศ.2561 เสียก่อนจึงจัดให้มีการประมูลคลื่น 1800 MHz นี้พร้อมกัน

แนวความเห็นที่สองคือเห็นด้วยกับจำนวนคลื่น 12.5 MHz แต่ร่างประกาศฯ ควรมีการกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมต่อผู้ให้บริการ 1 ราย หรือที่เรียกว่า Overall Spectrum Cap ไว้ด้วยเพื่อเป็นการส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม นอกจากนี้การกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นอีกด้วย เพราะผู้ประกอบการรายเดิมที่ถือครองคลื่นความถี่อยู่จำนวนมากแล้วจะไม่สามารถมาประมูลได้อีก นอกจากนี้ยังมีผู้เสนออีกด้วยว่า กสทช. ควรพิจารณาถึงการแข่งขันภายหลังการประมูลด้วย เนื่องจากอายุใบอนุญาต 4G ในครั้งนี้กำหนดให้มีอายุนานถึง 19 ปี ดังนั้นหากไม่มีการกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมเอาไว้อาจมีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงสองรายที่ได้คลื่นความถี่ไป

ในแนวความเห็นที่สองนี้ได้มีผู้เสนอให้มีการกำหนด Spectrum Cap ใน 3 มิติ มิติแรกคือการกำหนดแบบ Overall Spectrum Cap คือการกำหนดให้ผู้ประกอบการ 1 ราย รวมทุกคลื่นความถี่แล้วสามารถถือครองได้เท่าไร ในมิติที่สองคือการกำหนด Spectrum Cap แบบแบ่งเป็น High band กับ Low Band เป็นการกำหนดระบุเฉพาะลงไปว่าผู้ประกอบการ 1 รายสามารถถือครองคลื่นความถี่ในช่วง High Band ได้กี่เท่าไรและถือครองย่าน Low Band ได้เท่าไร และในมิติที่สามคือการห้ามผู้ประกอบการที่ถือครองคลื่นความถี่ย่านเดียวกับที่กำลังจะเปิดประมูลนั้นมาเข้าร่วมประมูลได้อีก

แนวความเห็นที่สี่คือการเสนอให้ กสทช. เลื่อนการประมูลออกไปเนื่องจากสถาณ์การทางการเมืองที่ไม่ปกติ กสทช. ควรชะลอการประมูลไว้ก่อน และมองว่าสถาณการณ์เช่นนี้ไม่เอื้อให้รายใหม่เข้ามาร่วมประมูลเพราะอาจไม่มีความแน่ใจในสถาณการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน แนวความเห็นที่ห้าเสนอว่าควรเปลี่ยนจากการประมูล 2 ชุดๆ ละ 12.5 MHz เป็นการประมูล 5 ชุดๆ ละ 5 MHz กำหนด 1 รายประมูลได้สูงสุดไม่เกิน 2 ชุด คือ 10 MHz

สำหรับการชี้แจงของ กสทช. ในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนคลื่นความถี่ 12.5 MHz ที่มีผู้แสดงความคิดเห็นว่าไม่เพียงพอกับการใช้งานนั้น กสทช. ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากยังมีประเด็นปัญหาที่คลื่นความถี่ที่ ดีแทค ถือครองอยู่นั้น กสท. มีความประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์อยู่ หาก กสทช. นำมารวมประมูลด้วยอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องและทำให้ไม่สามารถประมูล 4G ได้เลย ส่วนการกำหนด Over All Spectrum Cap นั้น สาเหตุที่ไม่ได้นำมาใส่ไว้ในร่างประกาศฯ นั้นก็เพราะว่าจำนวนที่เหมาะสมหากจะมีการกำหนดนั้นต้องอยู่ที่ประมาณ 200 MHz ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการในประเทศไทยยังถือครองคลื่นความถี่กันจำนวนน้อยเพราะเพิ่งมีการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz ไปเพียงคลื่นความถี่เดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังติดปัญหาข้อกฎหมายอีกด้วยว่าในปัจจุบันการถือครองคลื่นความถี่ในประเทศไทยมีทั้งถือครองตามสัญญาสัมปทานและตามระบบใบอนุญาต ซึ่งสำหรับความถี่ย่าน 1800 MHz นี้ ดีแทค ได้รับสัมปทานจำนวน 50 MHz จากบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด หรือ กสท. ดังนั้นในการนับจำนวน Spectrum ที่สามารถถือครองได้นั้น 50 MHz นี้ควรนับเป็นของ ดีแทค หรือของ กสท. ส่วนประเด็นเรื่องอายุสัมปทาน 19 ปีนั้นมีที่มาจากการที่ กสทช. มีความประสงค์ที่จะให้คลื่นความถี่ย่าน 1800 นี้หมดอายุพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้นเมื่อมีสองรายประมูลในวันนี้จะได้ใบอนุญาตอายุ 19 ปี ส่วนคลื่นความถี่ที่ ดีแทค ถืออยู่และจะถูกประมูลในปี พ.ศ. 2561 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า ผู้ที่ประมูลได้จะได้รับใบอนุญาต 15 ปี เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้วอายุใบอนุญาตจะหมดพร้อมกันนั่นเอง

ประเด็นที่สองที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นคือวิธีการประมูล 4G ที่จะใช้วิธีการประมูลแบบ Simultaneous Ascending Auction (SAA) ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับการประมูลคลื่นความถี่ 3G วิธีการประมูลแบบนี้เข้าใจโดยง่ายคือการประมูลที่มีการเสนอราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในการประมูลแต่ละรอบ ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ และหากมีผู้เข้าร่วมประมูลจำนวนน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนชุดคลื่นความถี่การประมูลก็จะถูกยกเลิกและ กสทช. จะพิจารณากำหนดการประมูลใหม่ตามความเหมาะสม

ในประเด็นที่สองนี้มีผู้แสดงความคิดเห็นว่าวิธีการเสนอราคาแข่งกันเช่นนี้ ภายหลังการประมูลไปแล้วอาจทำให้เกิดการผูกขาดทางตลาดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินทุนจำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้จะมีอิทธิพลในการกำหนดราคาต่อผู้บริโภคได้ นอกจากในประเด็นของการยกเลิกการประมูลเมื่อมีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนชุดคลื่นความถี่นั้นมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เสนอว่าไม่ควรยกเลิกการประมูลแต่ควรกำหนดขยายระยะเวลาให้มีผู้มาเข้าร่วมประมูลมากขึ้น เช่นกำหนดขยายเวลาออกไปอีก 30 วันให้มีผู้มายื่นขอประมูลเพิ่มเติม แต่หากพ้นเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่มีผู้ประกอบการมาเพิ่มก็ควรจัดการประมูลต่อไป เพราะถึงอย่างไรก็มีการกำหนดราคาขั้นต่ำในการประมูลอันเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่รัฐจะได้รับจากการประมูลอยู่แล้ว ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาร้อยละ 56 ของการประมูลทั่วโลก ได้ราคาขั้นต่ำเป็นราคาสุดท้ายของการประมูล เช่น ประเทศเดนมาร์กและสิงคโปร์

โดยในประเด็นนี้ตัวแทนจาก กสทช. ได้ชี้แจงว่าการประมูลแบบเสนอราคาเพิ่มขึ้นไปนี้มีความเหมาะสมและสามารถสร้างการแข่งขันภายหลังการประมูลได้ และอย่าลืมว่าในอนาคตกำลังจะมีการประมูลคลื่นความถี่ในย่านอื่นๆ ตามมาอีก ไม่ใช่แค่คลื่น 1800 MHz เท่านั้น

ประเด็นที่สามคือราคาขั้นต่ำในการประมูลร่างประกาศฯ กำหนดอยู่ที่ชุดละ 11,600 ล้านบาท เคาะเพิ่มครั้งละร้อยละ 5 หรือ 580 ล้านบาท โดยผู้ที่ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินค่าประมูลภายใน 3 งวด งวดแรกร้อยละ 50 พร้อมกับหนังสือค้ำประกัน งวดที่สองร้อยละ 25 พร้อมกับหนังสือค้ำประกันและงวดที่สามร้อยละ 25 โดยราคาขั้นต่ำในการประมูลนี้ กสทช. จะต้องพิจารณาให้เป็นราคาที่ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าประมูลได้ ไม่ควรแพงเกินไปจนรายเล็กไม่กล้าเข้าร่วมประมูล ในประเด็นนี้ผู้เข้าร่วมงานต่างเสนอไปในทิศทางเดียวกันว่าการชำระค่าประมูลควรกำหนดงวดแรกให้ลดลงกว่าร้อยละ 50 ตามร่างประกาศฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถหาเงินมาชำระได้ โดยบางท่านเสนอว่าควรเป็น 4 งวด คือ 30: 30: 30: 10 บางท่านเสนอว่าควรเป็น 25: 25: 25: 25 และบางท่านเสนอว่าควรเป็นร้อยละ 20 แบ่งชำระ 5 งวด

ในประเด็นที่สี่คือสิทธิหน้าที่และเงื่อนไขในการอนุญาต ซึ่งร่างประกาศฯ ระบุว่าเมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วผู้ประกอบการมีสิทธิดำเนินการใดได้บ้าง อาทิ การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการมูลค่าเพิ่ม บริการขายส่งบริการ และในขณะเดียวกันผู้ประกอบการมีหน้าที่ที่จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมครอบคลุมจำนวนประชากรอย่างน้อยร้อยละ 40 ภายใน 4 ปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต โดยในประเด็นนี้บรรดากลุ่มผู้ประกอบการมีความเห็นตรงกันคือไม่เห็นด้วยเพราะมองว่า 3G มีการกำหนดไปแล้วที่ต้องครอบคลุมร้อยละ 80 ดังนั้นเมื่อ 4G มุ่งเน้นที่การใช้งานในด้านการรับ-ส่งข้อมูลหรือ Data ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดขั้นต่ำอีก แต่ในขณะเดียวกันตัวแทนจากฝ่ายบริโภคกลับมองว่าการกำหนดร้อยละ 40 เช่นนี้น้อยเกินไปเพราะผู้ประกอบการย่อมลงทุนเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น ไม่ไปลงทุนในพื้นที่ต่างจังหวัด

โดยในประเด็นนี้ตัวแทนจาก กสทช. ได้ชี้แจงว่าการกำหนดการครอบคลุมขั้นต่ำที่ร้อยละ 40 นั้นเป็นการเหมาะสมแล้ว เพราะ 4G หรือ LTE นั้นเน้นที่การเสริมการรับ-ส่งข้อมูลเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มี 3G ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว ไม่ขาดแคลนย่อมไม่มีความต้องการ หากผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนอาจขาดทุน ผลสุดท้ายต้องย้อนกลับมาเรียกเก็บจากผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันหากในต่างจังหวัดมีการใช้ 3G มากจนไม่เพียงพอบรรดาผู้ประกอบการเห็นช่องทางการลงทุนย่อมต้องการเข้าไปลงทุนเอง ซึ่งเป็นกลไกตลาดตามปกติ

จะเห็นได้ว่าในการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ได้รับประโยชน์จากมุมมองที่หลากหลายที่ช่วยกันระดมความคิดความเห็นเพื่อให้ร่าง ประกาศ 4G ออกมาในรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะได้มีการสรุปความเห็นและข้อแนะนำส่งให้ กสทช. พิจารณาภายในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ และจะมีการนำเข้าที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 18 มิถุนายนต่อไป

Source : http://telecomjournalthailand.com/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *