"TURN EXPERIENCE TO VICTORY"

Litigation

Litigation

Posted by on May 16, 2013

James & Partners Law Offices provides and assists our clients into several courts in any types of case in Thailand including breach of contract case, joint venture dispute case, governmental Case, tax dispute case, insurance dispute case, debt enforcement, tort, international trade dispute, general criminal case, securitization case, fraud and embezzlement case, labor dispute case, bankruptcy and rehabilitation case, family dispute case, prosecution and defense of white collar crimes, DSI accusation. Experience – Thailand-lawyer/ Litigation (Government Contracts) The firm represented Pollution Control Department, Ministry of Natural Resources and Environment in a white collar crime case relating to public contracts in Thailand. This was the first time in history that Thai government retained a specialized private law firm to replace the Attorney General’s office as the representative of the authority. The firm acted as plaintiff’s attorney in taking legal action against nineteen defendants who were former politicians and powerful construction contractors. The amount claimed in the complaint was approximately Baht 30 Billion, representing the biggest cheating case ever filed with Thai court. In November 2005 the court made a ruling that the...

Read More

Company Registration

Company Registration

Posted by on May 16, 2013

James &Partners Law Offices provides wide ranges of corporate services for Thai and foreign clients such as Limited Company Registration,  company’s name reservation include select business entities, Memorandum  Registration, Joining as a Company Promoter, one day registration, company promoter, company director, power of director, 25 % paid-up, Drafting  Article of association, TAX &VAT registration  for company, requiring for any business license(FBC,FBL ), dissolution, M&A. furthermore, we also assisted our  client in drafting reviewing any types of agreements,  and draft relevant legal opinion for our client. Guideline for setting Limited Company in Thailand by James and Partners Law Offices Steps for limited company registration under the Laws of Thailand 1. Corporate Name Reservation The reserved name must not be repeatable or similar to name of other registered companies, which approved by the Commercial Registration Department at the Ministry of Commerce (“MOC”) before. After that, the approved corporate name must be registered within 30 days. Note: Company name reservation must be done via Department of Business Development (“DBD”) website only the process should not spend time more than 30 minutes 2. Memorandum Registration...

Read More

Visa & Work Permit

Visa & Work Permit

Posted by on May 16, 2013

Assisting in all immigration matters for employees and employers including work permits, one-year visas and alien business licenses; preparing employment contracts; advising on issues relating to foreigners residing in and or doing business in Thailand. Foreigners seeking a prolonged stay, or those coming to work in Thailand, should obtain non-immigrant visas for all family member prior to enter the Kingdom. There are several categories of non-Immigrant visas which include, among others, business visa category (B), dependent visa category (O), investment subject to the provision of the laws on investment promotion (BOI IB), diplomatic and consular visa category (D), performance of duties with the mass media (M), performance of skilled or expert work (EX), investment with concurrence of ministries and departments concerned or capital investment (IM), study or observation (ED) which Foreign nationals who intend to remain in Thailand to work or conduct business must comply with visa requirements in addition to obtaining a work permit by work permit which are valid for the period of the visa and have to be renewed every year and If foreigner want to come or...

Read More

BOI

BOI

BOI

Posted by on May 16, 2013

James & Partners Law Offices provides several legal practices in connection with investment field. We assist our client to obtain BOI’s promotion in every step including filing and revising BOI application and supporting documents, following up and dealing with BOI’s officers, advising eligible business types under BOI promotion for our clients.  We also advised on benefits and rights of clients under BOI such as collecting FBC under BOI, setting up company under BOI’s benefits and rights, filing applications for expats or workers of clients under BOI promotion and purchasing of real estate for client under BOI promotion. After obtaining BOI we assist our client to make annual report to BOI’s official.  Our office assist investors who want to invest in Thailand and other Asean countries toward the opening of AEC in 2105. Enhancing Competitiveness and Investment Facilitation • Offers an attractive and competitive package of tax incentives. • Imposes no foreign equity restrictions on manufacturing activities or on some service. • Provide assistance in the provision of visas and work permits to facilitate entry and        subsequent operation for...

Read More

Recent Posts

เก็บภาษี E-Commerce

เก็บภาษี E-Commerce

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในยุคปัจจุบันสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้สร้างความสะดวกสบายให้กับเราอย่างมาก ไม่ว่าในเรื่องของการติดต่อสื่อสารหรือการค้นหาข้อมูลและในการทำธุรกรรมที่สามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และเริ่มเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นการใช้แอพพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Commerce ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) “อีคอมเมิร์ซ” นี้ก็คือการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายสินค้าและบริการหรือการโฆษณา การทำธุรกรรมทาง E-Commerce ทำให้ประหยัดต้นทุน เวลา และหากยิ่งแพร่หลายยิ่งทำให้เกิดประโยชน์และความคุ้มค่าอย่างมาก เว็บไซด์ Lazada.com ก็เป็นตัวอย่างของ อีคอมเมิร์ซ อย่างหนึ่ง และเป็นที่รู้จักอย่างมาก โดยเป็นเว็บไซต์เพื่อซื้อขายและการโฆษณาผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อีคอมเมิร์ซ นี้มีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. เป็นผู้ที่เข้ามาควบคุมดูแล เพื่อพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนการทำธุรกรรมผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย
ล่าสุดนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีนโยบายในการเก็บภาษีจากการทำธุรกรรมผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ซ นี้ โดยได้มอบนโยบายให้กระทรวงการคลังนั้น ทำการอุดช่องโหว่ในการเก็บภาษี อีคอมเมิร์ซ เพราะผู้ประกอบการแบบอีคอมเมิร์ซนั้นมักจะหลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีการต่างๆ ทำให้รัฐขาดรายได้จำนวนมาก ซึ่งหากสามารถที่จะเก็บภาษีจาก อีคอมเมิร์ซ ได้อย่างครบถ้วน ย่อมเป็นการสร้างรายได้ให้ภาครัฐอย่างมาก นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลังได้จัดประชุมร่วมกับกรมสรรพากรและกรมศุลกากรเพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว และมีการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากกรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร โดยให้ประสานงานกันเพื่อจัดการแก้ไขในเรื่องการเก็บภาษีจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งแต่ก่อนนั้นแนวทางในการอุดช่องว่างของการเก็บภาษีจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็จะใช้วิธีการประเมินรายได้ของผู้ประกอบการ แต่ก็ยังมีการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีอยู่ตลอด จึงทำให้ต้องกำหนดแนวทางใหม่โดยการตรวจสอบในเชิงลึก เช่นตรวจสอบการนำเข้านำออกของสินค้า เพื่อที่จะได้มาซึ่งรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกอบการ และเพื่อให้มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ดีประเด็นดังกล่าวนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะในปัจจุบันนั้นประเทศไทยกำลังพยายามผลักดันและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งเศรษฐกิจดิจิตอลนี้ก็คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการนำเอาเทคโนโลยีได้แก่พวกสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ นั้นมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มมูลค่าในทางการค้าขาย และอีคอมเมิร์ซก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาในรูปแบบของเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งหากเราสังเกตพฤติกรรมการใช้อีคอมเมิร์ซของคนไทยนั้น การซื้อขายออนไลน์ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากการซื้อขายออนไลน์นั้น มีความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทางแต่คอยรับสินค้ามาส่งถึงที่ แต่เรื่องการชำระเงินนั้น จะพบว่าผู้ซื้อสินค้าและบริการจะหลีกเลี่ยงการชำระเงินออนไลน์ และเลือกใช้วิธีการอื่น เช่นการชำระเงินผ่านเค้าท์เตอร์ธนาคารหรือร้านสะดวกซื้อ ตู้เอทีเอ็ม หรือบัตรเครดิต เพราะไม่มั่นใจในการชำระเงินผ่านทางระบบออนไลน์ ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล อาชญากรรมผ่านทางออนไลน์ก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง เช่นการหลอกลวงขายสินค้าทางออนไลน์ เพราะทำให้ผู้ใช้บริการต้องสูญเสียความมั่นใจในการทำธุรกรรมหรือซื้อขายออนไลน์ ซึ่งหากมองให้ดีแล้วนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลของไทยยังทำได้ไม่เต็มที่ ด้วยหลายๆปัจจัย และแน่นอนว่าอีคอมเมิร์ซก็เป็นความหวังหนึ่งของประเทศไทยในการที่จะเกิดพัฒนาของเศรษฐกิจดิจิตอล แต่ในช่วงนี้อีคอมเมิร์ซในประเทศไทยนั้นก็ยังอยู่ในช่วงกำลังเติบโตเท่านั้น ยังคงต้องได้รับการพัฒนาและการยอมรับของผู้บริโภคอีกมาก ตรงกันข้ามกับในประเทศสหรัฐอเมริกาที่อีคอมเมิร์ซได้รับความนิยมและแพร่หลายอย่างมากและมีความน่าเชื่อ การซื้อขายออนไลน์เป็นเรื่องปกติอย่างมากของคนที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ร้านค้าต่างๆที่มีชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกา ล้วนแต่มีบริการเว็บไซต์เพื่อการซื้อขายออนไลน์ทั้งสิ้น
เนื่องจากอีคอมเมิร์ซและเศรษฐกิจดิจิตอลของไทยยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าการเก็บภาษีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซให้มากขึ้นในช่วงนี้ จะเป็นการขัดแย้งกับการพัฒนาของเศรษฐกิจดิจิตอลของไทยหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อการประกอบการของผู้ประกอบการแบบอีคอมเมิร์ซหรือไม่อย่างไร ต่อไปประเทศไทยจะมีอีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นที่นิยมและแพร่หลายเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วหรือไม่?

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ใช้ “คลาวด์” ปลอดภัยหรือไม่ ?

ใช้ “คลาวด์” ปลอดภัยหรือไม่ ?

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing ) เป็นลักษณะของระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรูปแบบของการกระจายตามพื้นที่ต่างๆ มีการเชื่อมต่อกันเป็นระบบคลัสเตอร์ (Cluster Network) ผ่านการจัดสรรทรัพยากรด้วยเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) เพื่อให้ตอบสนองงานบริการต่างๆ รองรับกับผู้ใช้งานจำนวนมากๆ คลาวด์คอมพิวติ้ง มีระบบการจัดสรรทรัพยากรหลากหลายด้านให้มีความเหมาะสมกับผู้ใช้บริการประเภทต่างๆ การเข้าใช้ระบบคลาวด์อาจเป็นการเข้าใช้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออุปกรณ์ IT ใดๆ ก็ได้ที่สามารถต่อเข้าระบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตได้ คลาวด์คอมพิวติ้ง จึงไม่จำกัดสถานที่และอุปกรณ์ในการใช้งาน

ระบบคลาวด์มีข้อดีอยู่ที่การประหยัดงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ลดภาระด้านการจ้างบุคคล ระบบ คลาวด์คอมพิวติ้ง ทำให้ตัวเองกลายเป็นระบบการทำงานต่อเนื่องได้ตลอดเวลาแม้เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายจะล่มก็ตาม ระบบคลาวด์ออกแบบให้รองรับการขยายตัวของระบบได้ง่าย สามารถจัดการหรือปรับเปลี่ยนระบบเพื่อรองรับปริมาณและความต้องการของผู้รับบริการ สามารถปรับปรุงระบบหรือซ่อมแซมได้ง่าย เพราะจัดการจากส่วนกลางทั้งหมด

ระบบคลาวด์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือคลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) เป็นระบบคลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ ตัวอย่างเช่นฟรีอีเมล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Mail, Hot Mail หรือ Yahoo Mail ที่เราทุกคนใช้กันอยู่ในปัจจุบัน หรือในกรณีของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ iPhone ที่มีบริการ iCloud ซึ่งเป็นบริการพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ให้กับผู้ใช้งานฟรี 5 GB และสามารถซื้อพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มได้ ลักษณะทั่วไปของ iCloud นี้ก็จะเหมือนกับระบบ คลาวด์ทั่วไปคือไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ไหนบนโลก หากผู้ใช้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตก็จะสามารถดึงข้อมูลจาก iCloud มาใช้งานได้ นอกจากนี้ประโยชน์ของ iCloud ยังช่วยสำรองข้อมูล (Backup) และทำงานร่วมหรือซิงก์กับอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อดึงข้อมูลได้ เช่น ซิงก์ตารางนัดหมายและแจ้งเตือน รวมไปถึงทำการสำรองข้อมูลสำคัญๆ ใน iPhone หรือ iPad เป็นต้น

เมื่อระบบคลาวด์มีข้อดีต่างๆ มากมายย่อมทำให้มีผู้ใช้งานจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งจากการสำรวจความปลอดภัยบนคลาวด์ทั่วโลกประจำปีของบริษัท Trend Micro พบว่ายิ่งมีการนำคลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) มาใช้มากเท่าไร ยิ่งเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยสำหรับบริษัททั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

สอดคล้องกับรายงานด้านความปลอดภัยของบริษัทซิสโก้ ประจำปี พ.ศ. 2557 ที่เปิดเผยถึงภัยคุกคามทางไวเบอร์ในปัจจุบันที่ใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจในระบบของผู้ใช้ รวมถึงแอพพลิเคชั่นและเครือข่ายส่วนบุคคลมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ การโจมตีอย่างง่ายๆ ที่สร้างความเสียหายระดับที่ควบคุมได้นั้นเริ่มถูกแทนที่ด้วยปฏิบัติการเป็นระบบของกลุ่มอาชญากรในโลกไซเบอร์ที่มีลักษณะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและทำลายชื่อเสียงอย่างมากต่อองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่ตกเป็นเหยื่อ

รายงานดังกล่าวเปิดเผยถึงความซับซ้อนของภัยคุกคามว่าเป็นผลต่อเนื่องส่วนหนึ่งมาจากระบบคลาวด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีพื้นที่การโจมตีกว้างมากขึ้น กลุ่มอาชญากรไซเบอร์เหล่านี้เรียนรู้ว่าการใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์นั้นได้ประโยชน์มากกว่าการเข้าถึงเพียงแค่คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ของผู้ใช้รายบุคคล การโจมตีในระดับโครงสร้างพื้นฐานนี้มุ่งเข้าถึงเว็บโฮสติ้งเซิร์ฟเวอร์ที่สำคัญ รวมไปถึงเมนเซิร์ฟเวอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ และเป็นที่น่าตกใจว่าขณะนี้โลกกำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก ความซับซ้อนของเทคโนโลยีและเทคนิคที่อาชญากรไซเบอร์ใช้กำลังจะแซงหน้าความสามารถของบุคลากรฝ่าย IT และฝ่ายรักษาความปลอดภัยในการรับมือกับภัยคุกคาม

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าอุปกรณ์ IT ส่วนตัวของเราอย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเป็นตัวเชื่อมโยงภัยไซเบอร์เข้าสู่ระบบคลาวด์ขององค์กรได้และถือเป็น 1 ใน 5 ภัยมืดจากไซเบอร์ที่องค์กรต่างประเทศจำแนกไว้ ภัยจากอุปกรณ์ส่วนตัวสู่องค์กรนั้นเกิดจากการนำอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวมาใช้ในสำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลตซึ่งหลายคนนิยมใช้คลาวด์เซอร์วิสเพื่อเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนตัวหรือที่เกี่ยวกับการทำงานไว้ในระบบคลาวด์ออนไลน์และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากหลายอุปกรณ์ ซึ่งระบบคลาวด์นี้สามารถเข้าถึงได้โดยใช้เพียงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านซ้ำๆ กันเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ จากจุดนี้เองที่ทำให้อาชญากรไซเบอร์เข้าถึงข้อมูลองค์กรผ่านระบบคลาวด์ได้และทำให้องค์กรเกิดปัญหาความลับรั่วไหลออกสู่ภายนอก

เมื่อเกิดปัญหาความเสียหายจากการที่ข้อมูลรั่วไหลก็มักจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว และไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานกำกับดูแลหรือบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย ดังนั้นการป้องกันด้วยตัวผู้ใช้งานเองจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด วิธีการป้องกันง่ายๆ สำหรับผู้ใช้คือต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ อย่างระมัดระวัง เริ่มจากการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย ระมัดระวังมิให้รหัสผ่านเหมือนกันทุกบริการที่เข้าใช้ คำถามที่ใช้ตอบเวลาลืมรหัสผ่านนั้นควรตั้งให้ยากต่อการคาดเดาและที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรเก็บข้อมูลสำคัญๆ อย่างข้อมูลงาน สัญญาต่างๆ หรือความลับทางธุรกิจไว้ในคลาวด์เซอร์วิส แต่ถ้าข้อมูลมีจำนวนมากและมีความจำเป็นที่จำต้องใช้งานระบบคลาวด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรเลือกใช้ที่เป็นบริการคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud ) ที่สามารถจำกัดผู้ใช้ให้อยู่เฉพาะในองค์กรหรือจำกัดผู้ใช้ตามความประสงค์ได้นั่นเอง

Source : http://telecomjournalthailand.com/

LTE ล้ำหน้า ทีวีดิจิตอลล้ำยุค

LTE ล้ำหน้า ทีวีดิจิตอลล้ำยุค

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

กระแสของการเริ่มต้นออกอากาศทีวีดิจิตอลในเดือนนี้เป็นที่พูดถึงกันมาก หลายท่านที่ยังคงสงสัยว่าจะทำอย่างไรจึงจะรับชมทีวีดิจิตอลได้นั้นก็คงหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ไม่ยากเพราะมีผู้รู้ออกมาให้คำแนะนำในเรื่องนี้มากพอสมควร การรับชมทีวีดิจิตอลนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นการรับชมผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ นอกจากนี้ก็ยังสามารถรับชมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟน เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์แก็ตเจ็ทไอทีต่างๆ อย่าง I-pad หรือ Taplet ได้ ในการรับชมการออกอากาศรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนนั้นจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเร็วในการรับส่งข้อมูล เช่น หากเป็น 3G ก็พอรับชมได้แต่อาจมีสะดุดบ้างหากมีใช้งานจำนวนมาก แต่หากเป็นการรับชมผ่านเทคโนโลยี 4G หรือ LTE แล้ว ผู้ชมจะสามารถรับชมได้อย่างรวดเร็วไม่มีสะดุด ในบทความฉบับนี้เราจะได้พูดถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการรับชมรายการต่างๆ ผ่านทางเครื่องรับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ
สมาร์ทโฟน รวมถึงเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังกัน

บางท่านอาจไม่อาจทราบว่าทีวีดิจิตอลนั้นจะอยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. ซึ่งทำหน้าที่ในการกำกับดูแลในเรื่องของการออกใบอนุญาตรวมไปถึงคุณภาพสัญญาณและการดำเนินการของผู้ให้บริการภายหลังการได้รับใบอนุญาตแล้ว ในขณะที่หากเป็นเรื่องของการรับชมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยสัญญาณ 3G 4G Wi-Fi หรือคอมพิวเตอร์โดยสัญญาณอินเตอร์เน็ตนั้นก็จะอยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ซึ่งทั้ง กสท. และ กทค. นั้นต่างก็เป็นคณะกรรมการชุดเล็กของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

หากจะกล่าวถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในด้านของกิจการโทรทัศน์กับในด้านของโทรคมนาคมนั้น แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันแต่ก็ทำงานร่วมกันอย่างผสมผสานกลมกลืน อย่างผู้บริโภคที่ดูทีวีผ่านทางกล่องรับสัญญาณหรือหนวดกุ้งหรือแม้แต่สัญญาณดาวเทียมซึ่งจะเป็นการดูรายการตามปกติและเป็นการดูแบบพร้อมกับเวลาในการออกอากาศจริงนั้น คุณภาพของสัญญาณจะคมชัดหรือไม่จะอยู่ที่บรรดาบริษัทที่ได้รับอนุญาตจาก กสท. กับการปรับแต่งช่องสัญญาณ ซึ่งก็เป็นเรื่องของทางฝั่งกิจการโทรทัศน์ แต่ทราบหรือไม่ว่าในยุโรปได้มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลนัดสำคัญหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนด้วยเทคโนโลยี LTE ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในฟากฝั่งของโทรคมนาคม ซึ่งทำให้การรับส่งข้อมูลปริมาณมากๆ ผ่านสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ เกิดขึ้นได้ โดยในยุโรปจะใช้เทคโนโลยี LTE นี้ในการส่งสัญญาณภาพและเสียงมายังสถานีโทรทัศน์ เพื่อให้สถานีโทรทัศน์ดำเนินการถ่ายทอดสัญญาณส่งไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ของผู้ชมในภาคครัวเรือนต่อไป

โดยปกติการรับชมรายการต่างๆ ของผู้บริโภคนั้นหากเป็นการรับชมในช่องฟรีทีวีผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ปกติก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่หากเป็นการรับชมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนที่ปัจจุบันรองรับทั้งการรับชมแบบถ่ายทอดสดหรือ Live ผ่านเว็บไซด์ต่างๆ ที่ให้บริการ เช่น www.guchill.com หรือจะเป็นการรับชมย้อนหลังผ่าน YouTube หรือ Apple TV ก็ตาม ก็จะเป็นเรื่องของทางฝั่งโทรคมนาคมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหากเป็นการรับชมผ่านเทคโนโลยี 3G หรือ Wi-Fi ผู้ใช้งานก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องชำระให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งความเร็วในการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่นนี้ จะรวดเร็วหรือกระตุกนั้นก็จะเป็นเรื่องทางเทคนิคของสัญญาณของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และไม่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตรายการโทรทัศน์หรือผู้ส่งสัญญาณโทรทัศน์

ในการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านเครื่องรับโทรทัศน์เปรียบเทียบกับผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยี 3G นี้ต่างมีข้อดีกันไปคนละแบบ หากเป็นการรับชมฟรีทีวีผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ปกติก็แน่นอนว่ามีข้อดีอยู่ที่การไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ต้องรับชมในเวลาที่มีการถ่ายทอดจริงเท่านั้น ในขณะที่การเลือกชมรายการโทรทัศน์ย้อนหลังผ่านอุปกรณ์ไอทีต่างๆ นั้นมีค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระให้กับผู้ให้บริการ 3G แต่ผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์ในแง่ของความสะดวกสบายกับไม่ต้องรอรับชมในเวลาที่มีการถ่ายทอดจริงเพราะสามารถเลือกรับชมย้อนหลังเมื่อใดและสถานที่ใดก็ได้

ที่กล่าวมาข้างต้นคือพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย แต่ในต่างประเทศนั้นได้มีการนำเทคโนโลยี LTE ซึ่งใช้สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่มาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสัญญาณหรือข้อมูลไปยังสถานีโทรทัศน์แล้วเพราะด้วยข้อดีของ LTE ที่สามารถจะรับส่งข้อมูลหรือ Content ต่างๆ ไปยังเครื่องรับหลายเครื่องได้ในเวลาเดียวกัน อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานโครงข่ายที่แม้จะเป็นบริเวณที่มีลูกค้าจำนวนมากหรือปริมาณผู้ใช้จำนวนมากก็ตาม แต่ก็ยังสามารถรับชมทีวีความละเอียดสูงได้พร้อมๆ กัน

การประยุกต์ใช้นี้มีได้หลากหลายตั้งแต่การถ่ายทอดสดฟุตบอล ข่าวด่วน การส่งข่างสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้แต่ในสถานที่ที่ผู้คนจำนวนมากอย่างห้างสรรพสินค้า สนามบิน หรือสถานที่จัดงานเทศกาล เทคโนโลยี LTE ก็ยังสามารถใช้งานได้ดีเหมือนเป็นการทำให้โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่บางส่วนมาทำหน้าที่เป็นสถานีออกอากาศโทรทัศน์ได้ นอกจากนี้ยังมีบริการ Push ข้อมูลข่าวสารที่เป็นวีดีโอ เสียง ข่าวด่วน หรือพยากรณ์อากาศควบคู่ไปกับการถ่ายทอดสดด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่จะได้รับข้อมูลครบถ้วนในเวลาเดียวกับการรับชมรายการอื่น และผู้ให้บริการก็ได้รับประโยชน์ในแง่ของการประหยัดทรัพยากรในการนำส่งข้อมูล ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดต่ำลงอีกด้วย

4G หรือLTEที่พูดถึงมานี้มีลักษณะแตกต่างจาก 3G ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีLTEหรือ Long Term Evolution นั้นความหมายทางวิศวกรรมก็คือชื่อยุค 3.9G แต่ในบรรดาผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโอเปอเรเตอร์ในต่างประเทศยกให้LTEเป็น 4G หรือโทรศัพท์ยุคที่ 4 เทคโนโลยีLTEเป็นเทคโนโลยีการส่งข้อมูลที่ให้ความเร็วเหนือกว่า 3G ในปัจจุบันหลายเท่าตัว ถือเป็นพัฒนาการอีกขั้นต่อจาก 3G เพราะเน้นที่การรับ-ส่งข้อมูลเป็นหลักบรอดแบนด์ไร้สวยความเร็วสูง โดยตามทฤษฎีแล้ว LTE Advance สามารถอัพโหลดได้ที่ความเร็วถึง 500 Mbps และดาวน์โหลดได้ที่ความเร็วถึง 1 Gbps นอกจากนี้ยังสามารถส่งไฟล์วีดีโอความละเอียดสูงและถ่ายทอดสดแบบ Live Broadcast แบบ Realtime หรือการประชุมทางไกลแบบ Interactive ที่สามารถโต้ตอบแบบทันที รวมไปถึงการชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งเหมาะสำหรับการทำธุรกิจด้านมัลติมีเดียและวีดีโอออนไลน์ในอนาคต นอกจากนี้การพัฒนาต่างๆ ที่ระบบ 3G รองรับได้ ระบบ 4G ก็จะรองรับได้เช่นกันแต่ในเวอร์ชั่นที่สูงกว่า อย่างเช่นการใช้งานมัลติมีเดียที่ดีขึ้น การรับส่งข้อมูลในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นกว่า การเข้าถึงข้อมูลที่เป็นสากลและความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ ได้

สำหรับประเทศไทยปัจจุบันส่วนมากใช้ 3G บนคลื่นความถี่มาตรฐาน 2100 MHz โดยผู้ประกอบการบางรายก็เริ่มประชาสัมพันธ์ถึงการให้บริการ 4G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz ที่ก็สามารถทำได้เพราะในการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz นั้น กสทช. ไม่จำกัดว่าจะต้องนำไปให้บริการด้วยเทคโนโลยีใด ผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้เอง และในเร็วๆ นี้ กสทช. ก็กำลังจะจัดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และคลื่น 900 MHz ภายในปีนี้สำหรับการนำไปทำ 4G โดยคลื่นความถี่ 1800 MHz ประมูลไม่เกินสิงหาคม ส่วนคลื่นความถี่ 900 MHz ประมูลไม่เกินตุลาคมปีนี้เช่นกัน ซึ่งก็จะเป็นเช่นเดียวกันกับการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz คือจะไม่มีการจำกัดเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้

เมื่อมีการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ในปีนี้ก็จะทำให้มีการใช้ 4G กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค ประเทศชาติในภาพรวมและยังเป็นการใช้ที่ควบคู่ได้กับการออกอากาศในระบบทีวีดิจิตอลอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเราได้ประสบความสำเร็จกับการมีทีวีดิจิตอลที่นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการออกอากาศในระบบอนาล็อกไปสู่การออกอากาศในระบบดิจิตอลที่มีจำนวนช่องให้เลือกชมมากขึ้นกับมีคุณภาพความคมชัดในระดับ HD ซึ่งในความสัมพันธ์กับการใช้งานในด้านโทรคมนาคมอย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนนั้นก็แทบจะแยกกันไม่ออกตามที่ได้กล่าวข้างต้น การผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยี LTE ที่ล้ำหน้ากับทีวีดิจิตอลที่ล้ำยุคนี้ก็จะยิ่งรองรับการใช้งานให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้การใช้งานในระบบ 2G ก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่สิ้นสุดการใช้งานในระบบ 2G เปลี่ยนเป็นการใช้งาน 3G และ 4G ที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศซึ่งก็เป็นแนวโน้มตามพฤติกรรมการใช้งานที่เกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศ

Source : http://telecomjournalthailand.com/

บรอดแบนด์สู่ชุมชน

บรอดแบนด์สู่ชุมชน

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในโลกแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและการติดต่อระหว่างผู้คนทั่วทั้งมุมโลกเข้าหากันคืออินเทอร์เน็ต ยิ่งไปกว่านั้นอินเทอร์เน็ตธรรมดาก็คงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่นับวันจะยิ่งมากขึ้นได้ แต่สิ่งที่จะตอบสนองได้คือ “บรอดแบนด์”

บรอดแบนด์ (Broadband) คือ เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่สามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมากผ่านสื่อใช้สายและไร้สาย กรณีสื่อใช้สาย เช่น เคเบิลใยแก้วนำแสง สายเคเบิลทีวี สายโทรศัพท์ (DSL) หรือสื่อไร้สายอย่าง 3G 4G โดยความเร็วของการรับส่งข้อมูลอย่างน้อยที่สุดจะอยู่ที่ 256 kbps ไปจนถึงมากที่สุดถึง 100 ล้าน bps ขึ้นไป

ในอดีตก่อนที่จะมีบรอดแบนด์ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทำได้เพียงวิธีการเดียว คือการใช้โทรศัพท์เรียกเข้า (Dial-up) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10 – 30 นาทีในการดาวน์โหลดเพลง 1 เพลงที่มีขนาดเพียง 3.5 MB และกว่า 28 ชั่วโมงเพื่อดาวน์โหลดภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นในระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ตก็ยังห้ามใช้สายโทรศัพท์บ้านอีกด้วย จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2543 จึงเริ่มมีการใช้บรอดแบนด์กันขึ้น แต่ราคายังอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะจ่ายได้ ปัจจุบันนี้การเข้าถึง บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ในสังคมเมืองกลายเป็นเรื่องทั่วๆ ไปและมีราคาไม่แพง อย่างไรก็ดีสำหรับในชุมชนที่ห่างออกไปนั้น บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ยังคงไม่ใช่เรื่องที่จะซื้อหากันได้ง่ายนัก

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตมากขึ้น อาทิ โครงการ Free Wi-Fi ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือกระทรวงไอซีที และศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชนหรือ USO NET ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ทั้งการวางนโยบายภาครัฐ รวมไปถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้สอดคล้องกับการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าด้วย

อย่างไรก็ดีเพื่อให้ชุมชนได้เข้าถึง บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการประธาน กสทช. ได้เปิดเผยว่า กสทช. มีแผนส่งเสริมให้เกิด บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ชุมชนขึ้น โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาวิธีดำเนินงานในชุมชนทั่วประเทศเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตในชุมชน ส่งเสริมการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตภายในชุมชนอย่างตรงจุด ตอบสนองการใช้งานของชุมชนตนเอง โดยชุมชนเป็นเจ้าของและสามารถบริหารจัดการการใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยหน่วยงานองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือบุคลากรในพื้นที่ โดยไม่ต้องรอส่วนภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือผู้ประกอบการรายใหญ่อีกต่อไป โดย กสทช. เล็งเห็นว่าบรอดแบนด์ในชุมชนจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เป็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมาเหล่านั้นอย่างสะดวกรวดเร็ว เป็นประโยชน์ด้านการศึกษา ตลอดจนการสร้างงานในชุมชน

การทำบรอดแบนด์ชุมชนเคยมีตัวอย่างมาแล้วที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จากเดิมในปี ค.ศ. 2000 มีเพียงประชากรร้อยละ 3 เท่านั้นที่เข้าถึงการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ที่บ้าน แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 2004 ภาครัฐมีนโยบายให้ผลักดันชาวอเมริกาทุกคนให้เข้าถึงบริการบรอดแบนด์ให้ได้
โดยพยายามออกพระราชบัญญัติเพื่อไปแก้กฎหมายของบางรัฐที่ห้ามส่วนปกครองท้องถิ่นมีโครงข่ายบรอดแบนด์เป็นของตนเอง หรือในบางรัฐมีโครงข่ายได้ แต่ห้ามนำไปหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งแม้ว่าสุดท้ายพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจะไม่สามารถออกใช้บังคับได้เนื่องจากมีการคัดค้านจากกลุ่มผู้ให้บริการโครงข่ายรายใหญ่ แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่ครัวเรือนชาวอเมริกันมีค่าบริการบรอดแบนด์โดยเฉลี่ยที่พอจะจ่ายได้ และเริ่มต้นการพัฒนาที่เข้มแข็งกับการเชื่อมต่อที่รวดเร็วควบคู่ไปกับจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งปี ค.ศ. 2010 ประชากรชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 66 เข้าถึง บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ได้และในขณะเดียวกันทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบการใช้โทรศัพท์เรียกเข้า (Dial-up) ในปีดังกล่าวเหลือเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาในปี 2556 เกี่ยวกับการเข้าถึงบรอดแบนด์ในอีก 33 ประเทศด้วยว่าความเร็วของอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์มีผลกระทบต่อรายได้ของครอบครัว ซึ่งจากรายงานที่จัดทำโดยบริษัท อีริคสันร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชาลเมอร์สนั้นพบว่า การเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตจาก 4 mbps เป็น 8 mbps ทำให้ประชากรในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมีรายได้สูงขึ้น 120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน ในขณะที่การเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตจาก 0.5 mbps เป็น
4 mbps ทำให้ประชากรในกลุ่มประเทศบราซิล อินเดีย และจีน มีรายได้สูงขึ้น 46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน

ผลสรุปของรายงานการศึกษาทำให้เราเห็นว่าการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์มีผลในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ความเร็วของอินเตอร์เน็ตเป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยรายงานสรุปว่าการเพิ่มความเร็วของอินเทอร์เน็ตทุกๆ ร้อยละ 10 จะส่งผลให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 1 เลยทีเดียว

เมื่อพิจารณาผลการศึกษาแล้วจะเห็นได้ว่าทั่วโลกต่างผลักดันนโยบายอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์สำหรับทุกคน และทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพความสามารถทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและระดับครัวเรือน การสร้างบรอดแบนด์ให้กับชุมชนนี้จึงนับเป็นความพยายามก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของ กสทช. ในการยกระดับประชาชนของประเทศ

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ลดค่าบริการมือถือ

ลดค่าบริการมือถือ

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในปัจจุบันโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ห้าในการดำรงชีวิตของคนไทยไปเสียแล้ว เพราะไม่ว่าจะมองทางไหนเราก็จะเห็นผู้คนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กันอย่างตลอดเวลาและไม่จำกัดแต่เพียงการใช้โทรออกหรือรับสายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้นหาข้อมูลต่างๆ รวมตลอดจนการติดตามความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ หรือสถานการณ์รอบตัวผ่านโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ

สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้บริโภคนอกจากการ มีสัญญาณที่ดีและคลอบคลุมพื้นที่มากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้งานแล้ว ค่าบริการ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคให้ความใส่ใจด้วยเช่นกัน ซึ่งวิธีการคิดคำนวณ ค่าบริการ นั้นในทางสากลใช้สองวิธีหลักๆ วิธีแรกคือวิธีการคำนวณอัตราขั้นสูงของค่าบริการโดยใช้เกณฑ์อัตราค่าตอบแทนการลงทุนหรือ Rate of Return (ROR) ที่หน่วยงานกำกับดูแลของไทยอย่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลของหลายๆ ประเทศใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

วิธี Rate of Return นี้จะพิจารณาจากผลตอบแทนที่กลับไปยังผู้ให้บริการ เช่น กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดคิด ค่าบริการ จากต้นทุนบวกด้วยอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ร้อยละ 5 เป็นต้น โดยหน่วยงานกำกับดูแลจะสามารถสั่งให้ผู้ประกอบการลด ค่าบริการ ลงได้หากพบว่ามีผลกำไรมากเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยวิธีนี้อาจจะมีข้อเสียอยู่ที่ไม่สามารถอาจจูงใจให้บรรดาผู้ประกอบการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่พัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้ประกอบการเหล่านั้นอาจมีความคิดว่าอย่างไรเสียก็ไม่อาจทำกำไรได้เกินกว่าจำนวนอัตราส่วนที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด

ในบางประเทศมีการกำหนดอัตราผลตอบแทนที่ต่ำเกินไปก็จะทำให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะจำกัดการลงทุน จนทำให้บริการไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ในขณะเดียวกันการกำหนดอัตราผลตอบแทนที่สูงเกินไป ก็จะไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการปรับลดให้ต้นทุนมีประสิทธิภาพได้

วิธีที่สองคือการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโดยการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ หรือ Price Cap ซึ่งเป็นวิธีที่บางประเทศเริ่มนำมาใช้ในการกำกับดูแลค่าบริการแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลจะกำหนดเพดานอัตราค่าบริการของบริการในแต่ละประเภท โดยเพดานจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอตามปัจจัยที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจและจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

สำหรับการกำกับดูแลค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของไทยนั้น ร.ท.เจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ได้เปิดเผยถึงแผนงานของ กทค. ในปีนี้ว่าจะศึกษาการเปลี่ยนโครงสร้างการกำกับดูแล ค่าบริการ โทรคมนาคมใหม่ด้วยการทำแผนราคาเพดานขั้นสูงไว้ล่วงหน้า 5 ปี โดยเป็นราคาที่ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและผู้ให้บริการยอมรับ ส่วนกำไรของบรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น กสทช. จะไม่เข้าไปกำหนด

การกำหนดราคาแบบ Price Cap นี้นอกจากจะมีข้อดีอยู่ที่เพดานราคาสามารถปรับเปลี่ยนได้เสมอตามปัจจัยที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลยังไม่ต้องไปไล่ตามขอทราบราคาต้นทุนจากบรรดาผู้ประกอบการเพื่อนำมาวิเคราะห์ตลอดเวลาว่าขณะนี้ผู้ประกอบการมีกำไรเกินไปหรือไม่

สำหรับการกำหนด Price Cap ในไทยนั้น ร.ท.เจษฎา ศิวรักษ์ กล่าวว่าจำต้องมีการทำแผน มีการประเมินราคาโดยใช้ข้อมูลเดิมของบรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมกับการวิเคราะห์และการประมาณการราคาในตลาดเพื่อให้ได้เพดานค่าบริการขั้นสูงที่ห้ามไม่ให้ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากผู้บริโภคเกินกว่าที่กำหนด แต่อย่างไรก็ดีในเรื่องดังกล่าวนี้ยังต้องศึกษาในอีกหลายประเด็น อาทิ จะสามารถนำวิธี Price Cap นี้ไปบังคับใช้กับผู้ประกอบการทุกรายในตลาดได้หรือไม่ หรือจำกัดเฉพาะรายใหญ่ เหล่านี้เป็นต้น

ที่ผ่านมาอัตราค่าบริการขั้นสูงสำหรับบริการโทรคมนาคมประเภทเสียง (Voice) ที่ กสทช. กำหนดห้ามผู้ประกอบการเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการเกินกว่า 99 สตางค์ต่อนาทีตามประกาศของ กสทช. เรื่องอัตราขั้นสูงของ ค่าบริการ โทรคมนาคมสําหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียงภายในประเทศนั้นนับว่าเป็นที่พอใจของผู้บริโภคพอสมควร ซึ่งจากงานศึกษาพบว่า ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประเภทเสียงโดยเฉลี่ยจะต่ำกว่าราคาขั้นสูงที่ กสทช. กำหนด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนให้เห็นว่าตลาดการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศมีการแข่งขันทางด้านราคาที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง และยังส่งผลให้ในปัจจุบันราคาค่าบริการโดยเฉลี่ยของไทยไม่สูงนักกับทั้งยังต่ำกว่าราคาค่าบริการในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร อิตาลี และญี่ปุ่นอีกด้วย

การกำกับดูแลราคาที่ดีควรมีความยืดหยุ่น เป็นธรรมต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่ปัจจุบันก็จะยิ่งพัฒนาก้าวไกลไปมากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนต่างๆ ลดต่ำลง ผู้บริโภคเข้าถึงและใช้งานได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของการแข่งขันโดยเสรี ซึ่งสุดท้ายแล้วการพัฒนากิจการโทรคมนาคมของไทยในอนาคตก็จะยิ่งเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย

Source : http://telecomjournalthailand.com/

รับฟังความเห็นประกาศ 4G

รับฟังความเห็นประกาศ 4G

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมามีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz หรือร่างประกาศ 4G ขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในบทความฉบับนี้เราจะได้เล่าถึงบรรยากาศในงานและที่สำคัญคือจะได้หยิบยกประเด็นต่างๆ ที่มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะรวมถึงการแสดงความคิดเห็นที่มาจากภาคส่วนต่างๆ ว่ามีอย่างไรบ้าง

โดยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ ประกาศ 4G ในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบการดำเนินงานที่เริ่มจากการให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กสทช. ตั้งประเด็นที่ต้องการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเสียก่อน จากนั้นเป็นการอธิบายสาระสำคัญคร่าวๆ ของประเด็น จากนั้นจะมีฝ่ายผู้ไต่ถามหรือผู้แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ได้ตั้งไว้ แล้วตัวแทนจากสำนักงาน กสทช. จะเป็นผู้ตอบหรือเป็นผู้ชี้แจง โดยในระหว่างการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU เข้าร่วมสังเกตการณ์และร่วมตอบข้อซักถามด้วย และได้เชิญท่านแก้วสรร อติโพธิทำหน้าที่เป็นพิธีกร ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันและเสียงหัวเราะ

เริ่มต้นการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่าง ประกาศ 4G ด้วยประเด็นแรกคือความเหมาะสมของขนาดคลื่นความถี่ที่จะใช้ในการประมูลในครั้งนี้ ตามที่ร่าง ประกาศ 4G กำหนดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จำนวน 2 ชุด ชุดละ 12.5 MHz และจำกัดให้บริษัทผู้เข้าร่วมประมูลสามารถประมูลไปได้บริษัทละ 1 ชุดคลื่นความถี่หรือ 12.5 MHz ซึ่งในประเด็นแรกนี้เป็นประเด็นที่มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมากที่สุดและใช้เวลานานที่สุด ซึ่งสามารถสรุปแนวความคิดเห็นได้ออกเป็น 5 แนว แนวความคิดเห็นแรกคือการประมูลคลื่นความถี่จำนวน 12.5 MHz นั้นเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป ไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ เพราะจำนวนคลื่นความถี่ที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ คือ 20 MHz ดังนั้นจึงควรรอให้อายุสัญญาสัมปทานของ ดีแทค หมดในปี พ.ศ.2561 เสียก่อนจึงจัดให้มีการประมูลคลื่น 1800 MHz นี้พร้อมกัน

แนวความเห็นที่สองคือเห็นด้วยกับจำนวนคลื่น 12.5 MHz แต่ร่างประกาศฯ ควรมีการกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมต่อผู้ให้บริการ 1 ราย หรือที่เรียกว่า Overall Spectrum Cap ไว้ด้วยเพื่อเป็นการส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม นอกจากนี้การกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นอีกด้วย เพราะผู้ประกอบการรายเดิมที่ถือครองคลื่นความถี่อยู่จำนวนมากแล้วจะไม่สามารถมาประมูลได้อีก นอกจากนี้ยังมีผู้เสนออีกด้วยว่า กสทช. ควรพิจารณาถึงการแข่งขันภายหลังการประมูลด้วย เนื่องจากอายุใบอนุญาต 4G ในครั้งนี้กำหนดให้มีอายุนานถึง 19 ปี ดังนั้นหากไม่มีการกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมเอาไว้อาจมีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงสองรายที่ได้คลื่นความถี่ไป

ในแนวความเห็นที่สองนี้ได้มีผู้เสนอให้มีการกำหนด Spectrum Cap ใน 3 มิติ มิติแรกคือการกำหนดแบบ Overall Spectrum Cap คือการกำหนดให้ผู้ประกอบการ 1 ราย รวมทุกคลื่นความถี่แล้วสามารถถือครองได้เท่าไร ในมิติที่สองคือการกำหนด Spectrum Cap แบบแบ่งเป็น High band กับ Low Band เป็นการกำหนดระบุเฉพาะลงไปว่าผู้ประกอบการ 1 รายสามารถถือครองคลื่นความถี่ในช่วง High Band ได้กี่เท่าไรและถือครองย่าน Low Band ได้เท่าไร และในมิติที่สามคือการห้ามผู้ประกอบการที่ถือครองคลื่นความถี่ย่านเดียวกับที่กำลังจะเปิดประมูลนั้นมาเข้าร่วมประมูลได้อีก

แนวความเห็นที่สี่คือการเสนอให้ กสทช. เลื่อนการประมูลออกไปเนื่องจากสถาณ์การทางการเมืองที่ไม่ปกติ กสทช. ควรชะลอการประมูลไว้ก่อน และมองว่าสถาณการณ์เช่นนี้ไม่เอื้อให้รายใหม่เข้ามาร่วมประมูลเพราะอาจไม่มีความแน่ใจในสถาณการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน แนวความเห็นที่ห้าเสนอว่าควรเปลี่ยนจากการประมูล 2 ชุดๆ ละ 12.5 MHz เป็นการประมูล 5 ชุดๆ ละ 5 MHz กำหนด 1 รายประมูลได้สูงสุดไม่เกิน 2 ชุด คือ 10 MHz

สำหรับการชี้แจงของ กสทช. ในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนคลื่นความถี่ 12.5 MHz ที่มีผู้แสดงความคิดเห็นว่าไม่เพียงพอกับการใช้งานนั้น กสทช. ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากยังมีประเด็นปัญหาที่คลื่นความถี่ที่ ดีแทค ถือครองอยู่นั้น กสท. มีความประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์อยู่ หาก กสทช. นำมารวมประมูลด้วยอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องและทำให้ไม่สามารถประมูล 4G ได้เลย ส่วนการกำหนด Over All Spectrum Cap นั้น สาเหตุที่ไม่ได้นำมาใส่ไว้ในร่างประกาศฯ นั้นก็เพราะว่าจำนวนที่เหมาะสมหากจะมีการกำหนดนั้นต้องอยู่ที่ประมาณ 200 MHz ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการในประเทศไทยยังถือครองคลื่นความถี่กันจำนวนน้อยเพราะเพิ่งมีการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz ไปเพียงคลื่นความถี่เดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังติดปัญหาข้อกฎหมายอีกด้วยว่าในปัจจุบันการถือครองคลื่นความถี่ในประเทศไทยมีทั้งถือครองตามสัญญาสัมปทานและตามระบบใบอนุญาต ซึ่งสำหรับความถี่ย่าน 1800 MHz นี้ ดีแทค ได้รับสัมปทานจำนวน 50 MHz จากบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด หรือ กสท. ดังนั้นในการนับจำนวน Spectrum ที่สามารถถือครองได้นั้น 50 MHz นี้ควรนับเป็นของ ดีแทค หรือของ กสท. ส่วนประเด็นเรื่องอายุสัมปทาน 19 ปีนั้นมีที่มาจากการที่ กสทช. มีความประสงค์ที่จะให้คลื่นความถี่ย่าน 1800 นี้หมดอายุพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้นเมื่อมีสองรายประมูลในวันนี้จะได้ใบอนุญาตอายุ 19 ปี ส่วนคลื่นความถี่ที่ ดีแทค ถืออยู่และจะถูกประมูลในปี พ.ศ. 2561 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า ผู้ที่ประมูลได้จะได้รับใบอนุญาต 15 ปี เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้วอายุใบอนุญาตจะหมดพร้อมกันนั่นเอง

ประเด็นที่สองที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นคือวิธีการประมูล 4G ที่จะใช้วิธีการประมูลแบบ Simultaneous Ascending Auction (SAA) ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับการประมูลคลื่นความถี่ 3G วิธีการประมูลแบบนี้เข้าใจโดยง่ายคือการประมูลที่มีการเสนอราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในการประมูลแต่ละรอบ ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ และหากมีผู้เข้าร่วมประมูลจำนวนน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนชุดคลื่นความถี่การประมูลก็จะถูกยกเลิกและ กสทช. จะพิจารณากำหนดการประมูลใหม่ตามความเหมาะสม

ในประเด็นที่สองนี้มีผู้แสดงความคิดเห็นว่าวิธีการเสนอราคาแข่งกันเช่นนี้ ภายหลังการประมูลไปแล้วอาจทำให้เกิดการผูกขาดทางตลาดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินทุนจำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้จะมีอิทธิพลในการกำหนดราคาต่อผู้บริโภคได้ นอกจากในประเด็นของการยกเลิกการประมูลเมื่อมีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนชุดคลื่นความถี่นั้นมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เสนอว่าไม่ควรยกเลิกการประมูลแต่ควรกำหนดขยายระยะเวลาให้มีผู้มาเข้าร่วมประมูลมากขึ้น เช่นกำหนดขยายเวลาออกไปอีก 30 วันให้มีผู้มายื่นขอประมูลเพิ่มเติม แต่หากพ้นเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่มีผู้ประกอบการมาเพิ่มก็ควรจัดการประมูลต่อไป เพราะถึงอย่างไรก็มีการกำหนดราคาขั้นต่ำในการประมูลอันเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่รัฐจะได้รับจากการประมูลอยู่แล้ว ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาร้อยละ 56 ของการประมูลทั่วโลก ได้ราคาขั้นต่ำเป็นราคาสุดท้ายของการประมูล เช่น ประเทศเดนมาร์กและสิงคโปร์

โดยในประเด็นนี้ตัวแทนจาก กสทช. ได้ชี้แจงว่าการประมูลแบบเสนอราคาเพิ่มขึ้นไปนี้มีความเหมาะสมและสามารถสร้างการแข่งขันภายหลังการประมูลได้ และอย่าลืมว่าในอนาคตกำลังจะมีการประมูลคลื่นความถี่ในย่านอื่นๆ ตามมาอีก ไม่ใช่แค่คลื่น 1800 MHz เท่านั้น

ประเด็นที่สามคือราคาขั้นต่ำในการประมูลร่างประกาศฯ กำหนดอยู่ที่ชุดละ 11,600 ล้านบาท เคาะเพิ่มครั้งละร้อยละ 5 หรือ 580 ล้านบาท โดยผู้ที่ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินค่าประมูลภายใน 3 งวด งวดแรกร้อยละ 50 พร้อมกับหนังสือค้ำประกัน งวดที่สองร้อยละ 25 พร้อมกับหนังสือค้ำประกันและงวดที่สามร้อยละ 25 โดยราคาขั้นต่ำในการประมูลนี้ กสทช. จะต้องพิจารณาให้เป็นราคาที่ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าประมูลได้ ไม่ควรแพงเกินไปจนรายเล็กไม่กล้าเข้าร่วมประมูล ในประเด็นนี้ผู้เข้าร่วมงานต่างเสนอไปในทิศทางเดียวกันว่าการชำระค่าประมูลควรกำหนดงวดแรกให้ลดลงกว่าร้อยละ 50 ตามร่างประกาศฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถหาเงินมาชำระได้ โดยบางท่านเสนอว่าควรเป็น 4 งวด คือ 30: 30: 30: 10 บางท่านเสนอว่าควรเป็น 25: 25: 25: 25 และบางท่านเสนอว่าควรเป็นร้อยละ 20 แบ่งชำระ 5 งวด

ในประเด็นที่สี่คือสิทธิหน้าที่และเงื่อนไขในการอนุญาต ซึ่งร่างประกาศฯ ระบุว่าเมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วผู้ประกอบการมีสิทธิดำเนินการใดได้บ้าง อาทิ การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการมูลค่าเพิ่ม บริการขายส่งบริการ และในขณะเดียวกันผู้ประกอบการมีหน้าที่ที่จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมครอบคลุมจำนวนประชากรอย่างน้อยร้อยละ 40 ภายใน 4 ปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต โดยในประเด็นนี้บรรดากลุ่มผู้ประกอบการมีความเห็นตรงกันคือไม่เห็นด้วยเพราะมองว่า 3G มีการกำหนดไปแล้วที่ต้องครอบคลุมร้อยละ 80 ดังนั้นเมื่อ 4G มุ่งเน้นที่การใช้งานในด้านการรับ-ส่งข้อมูลหรือ Data ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดขั้นต่ำอีก แต่ในขณะเดียวกันตัวแทนจากฝ่ายบริโภคกลับมองว่าการกำหนดร้อยละ 40 เช่นนี้น้อยเกินไปเพราะผู้ประกอบการย่อมลงทุนเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น ไม่ไปลงทุนในพื้นที่ต่างจังหวัด

โดยในประเด็นนี้ตัวแทนจาก กสทช. ได้ชี้แจงว่าการกำหนดการครอบคลุมขั้นต่ำที่ร้อยละ 40 นั้นเป็นการเหมาะสมแล้ว เพราะ 4G หรือ LTE นั้นเน้นที่การเสริมการรับ-ส่งข้อมูลเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มี 3G ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว ไม่ขาดแคลนย่อมไม่มีความต้องการ หากผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนอาจขาดทุน ผลสุดท้ายต้องย้อนกลับมาเรียกเก็บจากผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันหากในต่างจังหวัดมีการใช้ 3G มากจนไม่เพียงพอบรรดาผู้ประกอบการเห็นช่องทางการลงทุนย่อมต้องการเข้าไปลงทุนเอง ซึ่งเป็นกลไกตลาดตามปกติ

จะเห็นได้ว่าในการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ได้รับประโยชน์จากมุมมองที่หลากหลายที่ช่วยกันระดมความคิดความเห็นเพื่อให้ร่าง ประกาศ 4G ออกมาในรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะได้มีการสรุปความเห็นและข้อแนะนำส่งให้ กสทช. พิจารณาภายในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ และจะมีการนำเข้าที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 18 มิถุนายนต่อไป

Source : http://telecomjournalthailand.com/

เจาะข้อมูลบัญชี LINE

เจาะข้อมูลบัญชี LINE

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

จากจำนวนผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นแชท “LINE” ที่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2554 แต่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในระยะเพียงประมาณ 3 ปี จนปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 400 ล้านราย และมีจำนวนการใช้งานทั่วโลกสูงถึงหนึ่งหมื่นล้านครั้งต่อวัน ทำให้ LINE กลายเป็นแอพพลิเคชั่นยอดนิยมในโลกโซเชี่ยลอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งผู้บริหาร LINE เชื่อว่าจำนวนผู้ใช้ LINE ทั่วโลกจะเติบโตถึงระดับ 500 ล้านคนได้ในปลายปีนี้

สำหรับประเทศไทยจากสถิติพบว่ามีจำนวนผู้ใช้งาน LINE สูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากประเทศญี่ปุ่น 2 ปีติดต่อกันแล้ว โดยในปีพ.ศ. 2556 Edge Asia บริษัทดิจิตอลเอเจนซี่รายใหญ่ของประเทศไทยที่ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ของแอพพลิเคชั่นแชท LINE ได้เปิดเผยว่าในปี พ.ศ. 2556 LINE มีจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกอยู่ที่ 240 ล้านคน ประเทศที่ใช้มากที่สุดอันดับหนึ่งคือประเทศญี่ปุ่น จำนวน 47 ล้านคน รองลงมาคือประเทศไทย จำนวน 18 ล้านคน ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 นี้ LINE เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยมีผู้ใช้งานทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากเดิม 240 ล้านคนเป็นกว่า 400 ล้านคน โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ใช้งาน LINE ในประเทศไทยกว่า 24 ล้านคน เติบโตสูงขึ้นร้อยละ 20 และยังคงครองสถิติประเทศที่มีผู้ใช้งาน LINE สูงสุดเป็นอันดับที่สองของโลกรองจากประเทศญี่ปุ่นผู้ผลิต โซเชียล อิงค์ ยังได้สำรวจและรวบรวมพฤติกรรมกลุ่มตัวอย่างคนไทยจำนวน 688 คนที่มีบัญชีผู้ใช้ LINE อย่างเป็นทางการ หรือ Official Account พบว่าคนไทยร้อยละ 87 ใช้ LINE สำหรับการแชทหรือการสนทนา ในขณะที่ร้อยละ 47 ใช้ LINE Camera และร้อยละ 45 ใช้ LINE สำหรับการเล่นเกมส์

จากจำนวนผู้ใช้งาน LINE ในประเทศไทยถึงอันดับ 2 ของโลกจึงทำให้ LINE เล็งเห็นถึงการเติบโตของธุรกิจ LINE ในประเทศไทยและเห็นว่าประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญของ LINE โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา LINE ได้มาเปิดสำนักงานในประเทศไทยขึ้น (Line Thailand) โดยมีนาย Jin-Woo Lee ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการประจำ LINE Thailand และให้ความเห็นถึงการเติบโตของ Line ในประเทศไทยที่ว่าเกิดขึ้นบน 4 ปัจจัย ได้แก่ การร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่น ความสามารถและบริการที่ LINE พัฒนาให้รองรับภาษาไทยเต็มที่ การให้บริการคอนเทนท์ท้องถิ่นที่ใกล้ตัวคนไทย รวมถึงการเปิดตัวสำนักงานในประเทศไทยพร้อมพนักงานไทย

หันมาดูสถิติการใช้งาน LINE ของทั่วโลก โดยเฉลี่ยขณะนี้พบว่ามีการส่งข้อความผ่าน LINE เฉลี่ยสูงถึงประมาณหนึ่งหมื่นล้านครั้งต่อวัน มีการส่งสติ๊กเกอร์เฉลี่ยสูงถึงประมาณหนึ่งหมื่นแปดพันล้านครั้งต่อวัน มีการใช้ LINE CALL เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 12 ล้านครั้งต่อวันและมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละประมาณ 1.6 ล้านคนต่อวัน

จากการที่ LINE เป็นแอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจากการใช้งานที่ง่ายและสามารถใช้ได้ร่วมกับระบบปฏิบัติการทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็น Android, iPhone, iPad หรือแม้แต่บนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop PC) ซึ่ง LINE ได้สร้างสถิติมีผู้ใช้เกิน 100 ล้านคนในระยะเวลาเพียง 18 เดือน และ 200 ล้านคนในอีก 6 เดือนหลังจากนั้น โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย อินเดีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ ไทย และญี่ปุ่น แต่ล่าสุดบริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น LINE ได้ออกแถลงการณ์เตือนให้ผู้ใช้บริการทั่วโลกโดยเฉพาะในญี่ปุ่นทำการเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีผู้ใช้ของตัวเองหลังจากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจพบการโจรกรรมข้อมูลจากบัญชีผู้ใช้ของ LINE แล้วอย่างน้อย 303 บัญชีในช่วงเพียง
แค่ 1 เดือน คือในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2557 โดยในจำนวน 303 รายนี้มี 3 รายที่ถูกขโมยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินในวงการธุรกิจซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาล โดยในขณะนี้บริษัท ไลน์ คอปอร์เรชั่น จำกัด กำลังร่วมมือกับตำรวจเพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าวและขอแนะนำให้ผู้ใช้เปลี่ยนรหัสผ่าน หรือ Password เพื่อการใช้งานได้อย่างปลอดภัย

สำหรับสาเหตุที่บัญชีผู้ใช้งาน LINE ถูก เจาะข้อมูล หรือโจรกรรมข้อมูลนั้น โฆษก LINE ออกมากล่าวว่าอาจเกิดมาจากรหัสผ่านที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอื่นๆ เกิดการรั่วไหล ซึ่งบัญชีผู้ใช้งาน (Account) ที่ถูกแฮคขณะนี้ยังอยู่ในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด โดยโฆษก LINE ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดถึงวิธีการที่พวกคนร้ายใช้ในการ เจาะข้อมูล LINE แต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เคยมีบทความที่วิเคราะห์ถึงการ เจาะข้อมูล LINE ไว้อย่างน่าสนใจว่าโดยปกติแล้ว LINE มีความปลอดภัยที่สูงมากเพราะเป็นการสนทนา (Chat) แบบส่วนตัว (Private) หรือแบบกลุ่ม (Group) ที่จำกัดอยู่ระหว่างกลุ่มบุคคลเท่านั้น คนอื่นจะไม่สามารถเข้าไปดูข้อความส่วนตัวที่เราคุยอยู่กับคนอื่นได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดๆ ก็ตาม นอกจากว่าจะเปิดดูผ่านอุปกรณ์ที่คุณใช้ในขณะนั้นไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตหรือผ่านคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง LINE ลงไป ซึ่งการใช้ LINE ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นช่องโหว่สำคัญที่จะทำให้ถูก เจาะข้อมูล ได้ โดยผู้ที่ล่วงรู้ข้อมูลของคุณจะสามารถใช้ Email และรหัสผ่านที่ใช้ในการลงทะเบียนกับ LINE ไปเปิดดูข้อความ LINE ในคอมพิวเตอร์ได้พร้อมๆ กับที่เราใช้งาน LINE บนสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว ซึ่ง LINE ในคอมพิวเตอร์นี้สามารถดูประวัติการสนทนาได้ทั้งหมด แม้ว่าเจ้าของจะลบประวัติการสนทนาออกจากสมาร์ทโฟนไปแล้วก็ตาม เหล่าคนร้ายก็ยังสามารถย้อนหลังไปดูข้อความเก่าได้ทั้งหมดบน LINE ในคอมพิวเตอร์

เมื่อทราบเช่นนี้การป้องกันไม่ให้ LINE ของเราถูก เจาะข้อมูล ได้ดูน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด โดยวิธีป้องกันอย่างง่ายๆ มีอยู่หลายวิธี อาทิ เมื่อสมัคร LINE แล้ว ต้องลงทะเบียน Email ของคุณไว้พร้อมตั้งรหัสผ่านที่ไม่มีใครรู้หรือคาดเดาได้ยาก และที่สำคัญอย่าใช้รหัสผ่านเดียวกันกับทุกแอพพลิเคชั่น อาทิ อย่าใช้รหัสผ่าน LINE ที่เหมือนกับรหัสผ่าน Facebook หรือ Twitter ทั้งนี้เพื่อป้องกันกรณีที่คุณอาจถูก เจาะข้อมูล จากแอพพลิเคชั่นใดแอพพลิเคชั่นหนึ่งแล้วจะถูกเชื่อมโยงไปยังข้อมูลสำคัญอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้อย่าปล่อยให้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ทของคุณตกไปอยู่ในมือของคนอื่นไม่ว่าจะเหตุผลใดๆ ก็ตาม และที่สำคัญอย่าลืมตั้งรหัสผ่าน Lock หน้าจอมือถือไว้เพื่อไม่ให้คนอื่นเปิดใช้งานได้โดยไม่ได้รับอนุญาต และหากคุณรู้ตัวว่าคุณถูก เจาะข้อมูล ให้ทำการถอนการติดตั้ง LINE โดยทันทีและลงทะเบียน LINE ใหม่เท่านี้ก็จะสามารถป้องกันการถูก เจาะข้อมูล LINE ได้

Source : http://telecomjournalthailand.com/

แผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3

แผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของประชากรให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการผลักดันความเจริญก้าวหน้าให้เกิดขึ้น นอกจากการขวนขวายใฝ่หาความรู้โดยปัจเจกบุคคลเองแล้ว รัฐย่อมเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเท่าเทียมหน่วยงานราชการที่สำคัญในการทำหน้าที่ผลักดันประชาชนไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีด้านไอที ได้แก่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวงไอซีที และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นต้น

ที่ผ่านมากระทรวงไอซีทีได้กำหนดนโยบายหรือแผนแม่บทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในประเทศไปแล้วจำนวน 2 ฉบับ แต่ละฉบับครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี โดยฉบับที่ 2 มีผลใช้บังคับในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2556 ดังนั้นในปีนี้กระทรวงไอซีทีจึงได้มีการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 3 ขึ้นเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไปในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2561 โดยบทความฉบับนี้ผู้เขียนจะพาไปรู้จักกับแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 นี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้เห็นภาพกับได้เข้าใจในระดับหนึ่งว่า ICT ของประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใดและเราจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างไรได้บ้าง

แผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 นี้เป็นการดำเนินการตามกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย ระยะปี พ.ศ. 2554 – 2563 หรือ ICT 2020 ซึ่งเป็นกรอบใหญ่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยมุ่งสู่ Smart Thailand ในปี พ.ศ.2563 โดยกรอบ ICT 2020 นี้ได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนแม่บท ICT เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่วางไว้

แนวคิดสำคัญในการจัดทำแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 คือต่อยอดการพัฒนาจากแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 2 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาด้าน ICT ของประเทศไทย โดยยึดหลักการพัฒนาแบบยั่งยืน หรือ Sustainability ซึ่งหลักการพัฒนาด้าน ICT แบบยั่งยืนนี้ประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญ ได้แก่ หลักธรรมาภิบาล (Governance) หลักความมั่นคงปลอดภัยทางโลกไซเบอร์ (Cyber Security) หลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน (Green ICT) หลักการพัฒนาที่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย มาตรฐาน ระเบียบและวิธีการด้าน ICT (Laws & Regulations Development) หลักการพัฒนาตามหลักเกณฑ์วุฒิภาวะด้าน ICT ที่เกี่ยวข้อง (Maturity Model) และหลักการพัฒนาที่ลงถึงระดับชุมชนและท้องถิ่น (Community & Region Based Development)

ในช่วงปีที่ผ่านมาแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 นี้ได้ผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็นแบบ Focus Group เพื่อระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจํานวน 8 กลุ่มเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ในช่วงเดือนสิงหาคม 2556 การจัดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในทุกมิติ โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่ม ประกอบไปด้วยกลุ่ม Government กลุ่ม ICT เพื่อการพัฒนาสังคม กลุ่ม ICT Human Capital กลุ่ม Infrastructure กลุ่ม ICT เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ กลุ่ม ICT กับสิ่งแวดล้อม กลุ่ม ICT กับกลุ่มความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และกลุ่ม ICT Industry ซึ่งในแต่ละกลุ่มได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาเป็นประธานนำการประชุม

ยุทธศาสตร์หลักที่ถูกกำหนดในแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 ประกอบด้วยการพัฒนาใน 4 ยุทธศาสตร์ คือ การพัฒนาทุนมนุษย์ให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา ICT ของประเทศ (Participatory People) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คุ้มค่าและพอเพียง (Optimal Infrastructure) การพัฒนาระบบบริการของภาครัฐอย่างชาญฉลาด (Smart Government) การพัฒนาอุตสาหกรรม ICT และภาคธุรกิจที่รุ่งเรืองสดใส (Vibrant Industry & Business) โดยในแต่ละยุทธศาสตร์มีแนวคิดและแผนงานรองรับที่เป็นรูปธรรม กล่าวคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาทุนมนุษย์ให้เข้าถึงและรู้เท่าทัน ICT เพื่อการดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างพอเพียง ด้วยแนวคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม มีส่วนร่วมในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากบริการ ICT (Participatory People) ยุทธศาสตร์ที่ 1 นี้มีแผนงานหลักหรือโครงการเร่งด่วนในการศึกษามาตรฐานในการกําหนดวิชาชีพด้าน ICT เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายบุคลากร ICT ระหว่างประเทศ ภายใต้ AEC/ASEAN และ APEC กับมุ่งส่งเสริมและยกระดับศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนและศูนย์อื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันให้เป็นช่องทางและกลไกในการส่งเสริมทักษะแนวคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการพัฒนาฝีมือแรงงานด้าน ICT การจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศในการพัฒนาบุคลากรสำหรับภาคบริการอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคอาเซียน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่พอเพียง (Sufficient) และคุ้มค่า (Optimal Infrastructure) ยุทธศาสตร์นี้มีแผนงานหลักอยู่ที่การพัฒนาโครงข่ายหลักระหว่างประเทศ เพื่อสร้างแนวทางในการเป็นศูนย์กลางด้าน Logistics ของภูมิภาค ASEAN และ ASEAN บวกพันธมิตร รวมถึงการขยายจุดให้บริการและปรับปรุงคุณภาพ Free Wi-Fi ในที่สาธารณะโดยไม่คิดค่าบริการ ในพื้นที่บริการนักท่องเที่ยว สวนสาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่ง และสถานที่อื่นๆ ตามความเหมาะสม อีกทั้งยังมีแผนในการจัดทําชุดเครื่องมือมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐาน (Standard Security Toolkit) สําหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถนําไปใช้ในการตรวจสอบและเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศในหน่วยงานได้

ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการยกระดับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นให้มีความมั่นคงปลอดภัย ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคสากล (Smart Government) แผนงานหลักหรือโครงการหลักของยุทธศาสตร์นี้คือ การประเมินระดับวุฒิภาวะ (Maturity) ของ e-Service ในด้านต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและหน่วยงานระดับกรมในทุกกระทรวง การจัดตั้งหรือปรับปรุงเว็บไซต์กลางของภาครัฐตามแนวทาง Open Government เช่น ภายใต้ชื่อ Government Knowledge Center (www.g4share.go.th) หรือ www.data.go.th สําหรับใช้เป็นช่องทางในการเปิดเผยและแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งบริการในลักษณะ App Store ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม พร้อมด้วยเครื่องมือที่สามารถนําข้อมูลและบริการไปใช้ประโยชน์ได้สําหรับประชาชนและเอกชน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจ ส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้ ICT เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดในระดับภูมิภาคและระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม ICT เชิงสร้างสรรค์ และการใช้ ICT ในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Vibrant Industry & Business) โดยยุทธศาสตร์นี้มีแผนงานหลักอยู่ที่การจัดตั้ง One Stop Service ในการให้บริการข้อมูล ข่าวสารรวมทั้งการจดทะเบียนเพื่ออํานวยความสะดวกในการจัดตั้งและประกอบธุรกิจ ICT ในประเทศไทย (Facilitation Desk for ICT Business Start-up Program) รวมตลอดจนการจัดตั้งกองทุน ICT เพื่อการพัฒนา ICT ในภาคธุรกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรม ICT โดยเฉพาะในภาคส่วนธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม นอกจากนี้ยังมีโครงการ National Agriculture Platform เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนและการเข้าถึงข้อมูลที่จําเป็นในภาคการเกษตรในรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานทุกกลุ่มด้วย

เป้าหมายหลักที่กระทรวงไอซีทีคาดว่าจะได้รับจากการกำหนดยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 ข้างต้นนั้นคือ การมีสัดส่วน ICT ต่อ GDP สูงขึ้นโดยเฉพาะจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคธุรกิจมีเครื่องมือ ICT เพื่อสร้างความพร้อมและการปรับตัวในการแข่งขันในเวทีสากล ประชาชน ชุมชนและท้องถิ่นสามารถประยุกต์ใช้ ICT เพื่อการศึกษาเรียนรู้ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพได้ บริการอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐไร้ตะเข็บรอยต่อและเป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน สังคม ชุมชน ท้องถิ่นเข้มแข็ง ปลอดภัยและมีความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อีกทั้งอันดับประเทศไทยด้าน ICT สูงขึ้นในสถาบันการจัดอันดับสากล นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้ประชากรร้อยละ 80 ของประเทศสามารถเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงภายในปี 2558 และร้อยละ 90 ภายในปี 2561 อีกทั้งประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 มีความรอบรู้ เข้าถึง และมีส่วนร่วมในการพัฒนากับใช้ประโยชน์จากระบบ ICT ได้อย่างเท่าทัน เพื่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้สัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรม ICT รวมทั้งอุตสาหกรรมดิจิตอลคอนเทนต์ ต่อ GDP ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และมีระดับความพร้อมด้าน ICT ใน Networked Readiness Inbox อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงที่สุดในสัดส่วนร้อยละ 30 ก่อให้เกิดการจ้างงานในสายวิชาชีพรูปแบบใหม่ๆ ตามความต้องการของตลาดทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญและบทบาทของ ICT ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ขณะนี้แผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 นี้มีท่านเมธินี เทพมณี ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นแม่งานในการจัดทำเพื่อให้เกิดความครบถ้วนและสมบูรณ์อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนชาวไทย

Source : http://telecomjournalthailand.com/

คุณภาพการโทร

คุณภาพการโทร

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

หลายท่านคงเคยประสบกับปัญหาการที่โทรศัพท์ติดยากหรือโทรแล้วสายหลุดกันมาบ้าง โดยมักเกิดขึ้นกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นส่วนใหญ่ ที่ผ่านมามีการร้องเรียนจากประชาชนในเรื่องดังกล่าวจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการเปลี่ยนผ่านการให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่เดิมอย่าง 850 MHz 900 MHz และ 1800 MHz ไปสู่ 3G บนคลื่นความถี่มาตรฐาน 2.1 GHz ที่บรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างพยายามวางโครงข่ายระบบ 3G อย่างเต็มที่เพื่อการให้บริการแก่ประชาชนแบบครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดโดยมีคุณภาพเสียงที่ดี แต่ถึงกระนั้นในระยะเริ่มแรกหรือในจุดที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากก็ยังคงพบปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพเสียงอยู่พอสมควร

ที่ผ่านมาการควบคุมมาตรฐานคุณภาพบริการประเภทเสียง (Voice) ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เรื่องมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียง ซึ่งได้กำหนดคุณภาพของสัญญาณบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่าต้องมีอัตราส่วนการเรียกสำเร็จ หรือ Successful Call Ratio ต่อจำนวนการเรียกทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 สำหรับ การโทร ภายในโครงข่ายของผู้ประกอบการเดียวกัน และไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 สำหรับการโทรข้ามโครงข่ายต่างผู้ประกอบการ ในกรณีสายหลุดนั้นประกาศฯ กำหนดให้มีอัตราส่วนของจำนวนสายหลุดต่อจำนวนการเรียกใช้ทั้งหมดภายใน 24 ชั่วโมงได้ไม่เกินร้อยละ 2 สำหรับการโทรทั้งภายในโครงข่ายของผู้ประกอบการเดียวกัน และการโทรข้ามโครงข่ายต่างผู้ประกอบการ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประกาศฯ ของ กสทช. ฉบับนี้กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีอัตราส่วนของการสายหลุดได้ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 2 เท่านั้น ซึ่งจากการที่ กสทช. ได้ดำเนินการส่งรถตรวจสอบคุณภาพสัญญาณบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกวิ่งปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดอื่นๆ พบว่าอัตรา การโทร สำเร็จยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

อย่างไรก็ดีเนื่องจากที่ผ่านมาผลการตรวจสอบทางเทคนิคไม่สอดคล้องกับความพึงพอใจและความรู้สึกจริงของผู้ใช้บริการ อีกทั้งมาตรฐานอุตสาหกรรมโทรคมนาคมได้มีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น ปัจจุบันมีการใช้งานด้านการรับ-ส่งข้อมูล (Data) เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมถึงร้อยละ 300 – 400 ทำให้เกิดกระบวนการแก้ไขปรับปรุงประกาศฯ กำหนดมาตรฐานคุณภาพเสียงดังกล่าว โดยที่ประชุม กสทช. ได้มีมติเห็นชอบร่างประกาศ เรื่อง มาตรฐานคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียงฉบับใหม่และแนวทางการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนต่อไปแล้ว

สาระสำคัญของร่างประกาศฉบับใหม่นี้อยู่ที่การปรับแก้ในส่วนค่าชี้วัดคุณภาพบริการที่ได้บังคับใช้อยู่แล้วตามประกาศเดิม เช่น อัตราส่วนการเรียกสำเร็จ หรือ Successful Call Ratio ทั้งกรณีที่เป็น การโทร ศัพท์ภายในโครงข่ายของผู้ประกอบการเดียวกันและกรณีที่เป็น การโทร ข้ามโครงข่ายต่างผู้ประกอบการจะต้องมีอัตราส่วนการเรียกสำเร็จไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนการเรียกทั้งหมด ซึ่งเป็นการแก้ไขจากประกาศเดิมที่กำหนดให้ การโทร ข้ามโครงข่ายต่างผู้ประกอบการนั้นต้องมีอัตราส่วนการเรียกสำเร็จไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 นอกจากนี้ยังเพิ่มช่วงเวลาในการตรวจวัดคุณภาพสัญญาณจากเดิมตรวจวัดช่วงเวลาเดียวคือ 20.00 – 21.00 น. เป็นช่วงระยะเวลา 10.00 – 13.00 น. และ 16.00 – 19.00 น. อีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีการปรับค่าชี้วัดคุณภาพบริการในส่วนของอัตราข้อร้องเรียนที่เกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการเรียกเก็บค่าบริการซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 2 และระยะเวลาที่ต้องรอในการขอใช้บริการดูแลลูกค้าจากศูนย์ตอบรับโทรศัพท์ หรือ Call Center โดยกำหนดให้ผู้ใช้บริการต้องสามารถติดต่อได้ภายใน 1 นาทีนับตั้งแต่เริ่มตอบรับจนถึงผู้ใช้บริการได้เริ่มสนทนากับพนักงานผู้ให้บริการ ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาของผู้บริโภคที่ต้องใช้เวลาในการติดต่อ Call Center นานจนเกินไป

นอกจากนี้ร่างประกาศฉบับนี้ยังมีการเพิ่มค่าชี้วัดคุณภาพบริการอีก 5 ประการ ประการแรกคืออัตราส่วนของกรณีที่สายหลุดเมื่อโทรข้ามโครงข่าย (Off-Network) ประการที่สองคืออัตราส่วนร้อยละของจำนวนครั้งที่สถานีฐานไม่สามารถให้บริการได้ติดต่อกันเกิน 3 ชั่วโมงใน 1 เดือนของสถานีฐานทั้งหมด (Network Unavailability) ประการที่สามคืออัตราส่วนร้อยละของจำนวนครั้งที่สถานีฐานที่หยุดทำงานสะสมเกินกว่า 24 ชั่วโมงภายใน 1 เดือน (Worst Case BTS Outage in a Month) ประการที่สี่คืออัตราส่วนร้อยละของเวลารวมที่ทุกสถานีฐานไม่สามารถให้บริการได้ใน 1 เดือนของเวลาที่ต้องให้บริการทั้งหมด (Cumulative Outage Time in a Month) และประการที่ห้าคือคุณภาพของเสียง (Mean Opinion Score )

ทั้งนี้ร่างประกาศฉบับดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ซึ่งอาจมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดได้ แต่เชื่อแน่ว่าท้ายที่สุดแล้วร่างประกาศฯ ฉบับนี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลคุณภาพบริการโทรคมนาคมประเภทเสียงแก่ประชาชนผู้ใช้บริการให้ได้รับการบริการที่มีคุณภาพ ลดปัญหา การโทร ไม่ติด หรือสายหลุดให้น้อยที่สุด
Source : http://telecomjournalthailand.com/

ลงทะเบียนซิมการ์ด

ลงทะเบียนซิมการ์ด

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

การลงทะเบียนซิมการ์ดสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินหรือพรีเพด (Pre-Paid) นั้นมีการรณรงค์และขอความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดทั้งฝ่ายผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการตั้งแต่สมัยที่กิจการโทรคมนาคมยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ทั้งนี้เนื่องจากความสะดวกสบายของซิมการ์ดแบบพรีเพดที่ผู้ซื้อสามารถซื้อหาได้อย่างสะดวก เพียงแต่ชำระเงินเท่านั้นโดยไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องแจ้งชื่อผู้ที่จะใช้ กลายเป็นปัญหาสำคัญจากการที่มีมิจฉาชีพนำซิมการ์ดเหล่านี้ไปใช้เป็นชนวนจุดระเบิดก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทางราชการ ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบเจ้าของหรือผู้ซื้อซิมการ์ดได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตดังกล่าวข้างต้นนั้น บางท่านอาจมองว่ายังเป็นปัญหาที่ไกลจากตัวเองมากเนื่องจากไม่ได้พำนักอาศัยอยู่ที่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรืออาจมองในอีกด้านหนึ่งว่าการ ลงทะเบียนซิมการ์ด เป็นการยุ่งยาก ไม่สะดวกที่จะต้องดำเนินการลงทะเบียนเหมือนขั้นตอนปกติ แต่ทราบหรือไม่ว่าประโยชน์ที่ได้รับภายหลังจากการ ลงทะเบียนซิมการ์ด นั้นมีอยู่มากมาย เช่น การ ลงทะเบียนซิมการ์ด ที่ใช้งานอยู่เท่ากับเป็นการยืนยันความเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งเมื่อผู้ใช้บริการต้องการยกเลิกการใช้งานเลขหมายดังกล่าวแล้ว สามารถขอรับเงินที่คงเหลืออยู่ได้ ในขณะที่หากไม่มีการ ลงทะเบียนซิมการ์ด ไว้จะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความเป็นเจ้าของได้ เมื่อมีเงินคงเหลืออยู่ บริษัทผู้ให้บริการจะไม่สามารถคืนเงินนั้นให้กับผู้ใช้งานได้ นอกจากนี้การลงทะเบียนซิมการ์ดยังเป็นการป้องกันการนำเอาเลขหมายโทรศัพท์ไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายอย่างเช่นการข่มขู่ การต้มตุ๋นหลอกลวง การซื้อขายยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย การติดต่อหรือจ้างวานเพื่อก่ออาชญากรรมได้อีกด้วย

ต่อมาในยุคปัจจุบันกิจการโทรคมนาคมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ประกอบกับประเทศไทยมีปริมาณผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่มากขึ้นจนเป็นจำนวนกว่า 100 ล้านเลขหมาย โดยในจำนวนดังกล่าวร้อยละ 90 เป็นผู้ใช้บริการในระบบพรีเพด ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้ลงทะเบียนผู้ใช้งาน แม้ว่าที่ผ่านมา กสทช. ได้ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลักษณะที่เรียกเก็บเงินล่วงหน้าหรือพรีเพด มีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการ อาทิ ชื่อและที่อยู่ของผู้ใช้บริการ พร้อมสําเนาบัตรประจําตัวหรือเอกสารประจําตัวอื่น วันและเวลาที่เริ่มใช้บริการและวันยุติการใช้เลขหมาย เลขหมายที่ใช้บริการ ชื่อและสถานที่ตั้งของผู้จัดจําหน่ายแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากไม่มั่นใจในการลงทะเบียนเพราะต้องให้สำเนาบัตรประชาชนไปกับผู้จำหน่ายซิมการ์ด ที่บางครั้งอาจจะเป็นศูนย์บริการหรือร้านตู้ที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป จึงทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกว่าข้อมูลส่วนตัวอาจรั่วไหลได้ อีกประการหนึ่งผู้ประกอบการไม่อาจบังคับให้ผู้ใช้ซิมการ์ดเก่าอยู่ก่อนที่ประกาศจะใช้บังคับมาดำเนินการลงทะเบียนซิมการ์ดได้ จึงเป็นเหตุให้ที่ผ่านมาผู้ใช้งานในระบบพรีเพดส่วนใหญ่ยังไม่ได้ ลงทะเบียนซิมการ์ด

จากสาเหตุความกังวลด้านความปลอดภัยดังกล่าว ประกอบกับเพื่อให้เป็นการสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนการยุ่งยากในการลงทะเบียนซิมพรีเพดลง และเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้ใช้บริการจะเลือกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนเสียเป็นส่วนใหญ่ กสทช. จึงได้มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ชื่อว่า “2 แชะ” ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวให้กับประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดในการลงทะเบียนซิมการ์ด ทั้งซิมการ์ดเก่าและซิมการ์ดใหม่ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ทโฟน

ชื่อแอพพลิเคชั่น “2 แชะ” นี้น่าจะมีที่มาจากความสะดวกและง่ายต่อการลงทะเบียน โดยคำว่า “แชะ” เปรียบเทียบคือการที่ผู้ใช้บริการถ่ายภาพที่ปกติจะมีเสียง “แชะ”
ออกมาในขณะที่ถ่ายภาพนั่นเอง สำหรับการดำเนินการลงทะเบียนซิมตามแอพพลิเคชั่นนี้ ขอให้ทราบเบื้องต้นก่อนว่าผู้ใช้บริการไม่ต้องเป็นผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้แต่อย่างใด แต่ผู้ที่จะใช้งานแอพพลิเคชั่นนี้ได้ต้องเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วเท่านั้น โดยการทำงานของแอพพลิเคชั่นนี้ แชะที่ 1 คือการถ่ายภาพหมายเลขซิมการ์ดที่ต้องการลงทะเบียน จากนั้นแชะที่ 2 คือการถ่ายภาพบัตรประจำตัวประชาชนหรือหลักฐานแสดงตนอย่างอื่น อาทิ พาสปอร์ตหรือบัตรต่างด้าวของผู้ใช้บริการชาวต่างชาติก็ได้ เท่านี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นการลงทะเบียนซิมการ์ด โดยข้อมูลของผู้ใช้บริการจะถูกส่งตรงไปเก็บไว้ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กสทช. สามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้ และการถ่ายภาพผ่านแอพพลิเคชั่น 2 แชะนี้ กสทช. ยืนยันว่าจะไม่มีการบันทึกภาพและข้อมูลใดๆ ของผู้ลงทะเบียนไว้ในเครื่องแต่อย่างใด จึงสามารถมั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคล

แอพพลิเคชั่น 2 แชะ นี้ได้เริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีจุดให้บริการลงทะเบียนของบรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วประเทศ 50,000 จุด ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากพอสมควรโดยมียอดลงทะเบียนซิมการ์ดทั่วประเทศประมาณ 43,000 เลขหมาย นอกจากนั้น กสทช. ยังมีแผนจะเปิดให้บริการตามธนาคาร ห้างสรรพสินค้า อาทิ Big C หรือ Tesco Lotus และร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ก่อนวันที่ 30 กันยายนนี้ด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการลงทะเบียนยิ่งขึ้น

การลงทะเบียนซิมการ์ดทั้งเก่าและใหม่ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดนั้น นอกจากจะสามารถลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น 2 แชะตามที่กล่าวข้างต้นได้แล้ว ยังสามารถลงทะเบียนแบบเดิมโดยการแจ้งลงทะเบียนซิมการ์ดกับเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าที่ศูนย์ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่เช่นเดิม ไม่จำกัดว่าต้องลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น 2 แชะเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้บริการแต่ละราย

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ใช้เรดาร์กับรถยนต์

ใช้เรดาร์กับรถยนต์

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในยุคนี้ปัญหาหลักเกี่ยวกับการจราจรบนท้องถนนคงหนีไม่พ้นอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีข่าวให้ได้ยินไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งน่าแปลกที่ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวในระหว่างการขับขี่นั้น ส่วนใหญ่กลับเกิดจากความประมาทในการขับขี่รถยนต์ ทั้งการทำกิจกรรมอย่างอื่นในระหว่างการขับขี่ เช่น การคุยโทรศัพท์หรือแม้กระทั่งการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พิมพ์ข้อความ เอสเอ็มเอส ขณะขับรถ จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน หรือเสียการควบคุมรถ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากขึ้นทุกวันและร้ายแรงมากยิ่งขึ้นจนอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากด้วยเหตุนี้จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพี่อแก้ไขปัญหารวมทั้งลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุในลักษณะดังกล่าวโดยอาศัยคลื่นความถี่วิทยุในรูปแบบของเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์สำหรับติดตั้งรถยนต์ (Vehicle Radar) เพื่อช่วยควบคุมรถโดยคำนวณระยะปลอดภัยที่หากจะเกิดอุบัติเหตุรถจะหยุดเองโดยอัตโนมัติ และสั่งให้ถุงลมนิรภัยทำงาน โดยระบบชุดคำสั่งดังกล่าวจะส่งมาจากสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุเพื่อทำการควบคุมการเคลื่อนที่ของรถ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติเห็นชอบในเรื่องการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่วิทยุย่านความถี่ 24.05 – 24.25 GHz, 24.25 – 26.65 GHz และ 76 – 77 GHz เพื่อนำมาใช้ติดตั้งในรถยนต์เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถยนต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทั้งนี้ ทาง กสทช. ยังได้เห็นชอบการปรับปรุงแก้ไขร่างประกาศ กสทช.ที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันคือ ประกาศ กสทช. ว่าด้วยมาตรฐานเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ เรื่อง เครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์สำหรับติดตั้งในรถยนต์ (Vehicle Radar) เพื่อรองรับการใช้งานคลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตดังกล่าว รวมทั้งเพื่อปรับปรุงมาตรฐานเทคนิคในย่านความถี่วิทยุ 76 – 77 GHz ที่ใช้อยู่เดิม ให้เหมาะสมกับปัจจุบันและสอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงพัฒนาไป และเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยแก่ร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของผู้ขับขี่ยานพาหนะและประชาชนผู้ใช้ถนนโดยทั่วไป โดยที่การใช้งานเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์สำหรับติดตั้งในรถยนต์สามารถนำมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดการรบกวนซึ่งกันและกัน โดยเนื้อหาของประกาศที่ปรับปรุงดังกล่าวมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณาอนุญาตสำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ซึ่งติดตั้งในรถยนต์ที่ใช้งานในย่านความถี่วิทยุ 24.05 – 24.25 GHz และ 24.25 – 26.65 GHz เป็นการเพิ่มเติมมาตรฐานทางเทคนิคและสิทธิที่ได้รับความคุ้มครอง เป็นต้น

ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าแนวคิดดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้ได้จริงหรือไม่ นับแต่ได้มีผู้พัฒนานำระบบเรดาร์มาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในวงการต่างๆ โดยในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์และการคมนาคมนั้น ได้มีการนำระบบเซ็นเซอร์เรดาร์มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการถอยรถเพื่อคำนวณระยะในการจอด หรือการที่ผู้พัฒนาอุปกรณ์แจ้งเตือนนำเทคโนโลยีเรดาร์มาใช้กับกล้องความเร็วสูงเพื่อตรวจจับรถยนต์ที่วิ่งเกินความเร็วที่กำหนด เป็นต้น ต่อมาได้มีบริษัทผลิตรถยนต์หลายบริษัทได้นำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ในการติดตั้งอุปกรณ์รถยนต์ของตน โดยเฉพาะในต่างประเทศที่นำระบบเรดาร์มาใช้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์แล้ว เช่น ในรถยี่ห้อ Volvo บางรุ่น หรือในรถ Ford Focus ที่ทำงานโดยระบบเรดาร์เพื่อทำให้รถสามารถจอดในแนวขนานได้เองโดยอัตโนมัติ รวมทั้งมีระบบสั่งการเพื่อหยุดรถในระยะใกล้เมื่อวิ่งด้วยความเร็วต่ำเพื่อป้องกันอุบัติเหตุได้ ซึ่งก็เป็นผลมาจากระบบคลื่นความถี่วิทยุที่ช่วยควบคุมการทำงานนั่นเอง นอกจากนี้บริษัทผู้ผลิตและนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ได้เริ่มมาขอใบอนุญาตเพื่อรับรองการใช้เรดาร์ดังกล่าวในรถยนต์เพิ่มมากขึ้น เช่น สภาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หรือบริษัทนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ในต่างประเทศ เป็นต้น

นอกจากนี้ในต่างประเทศยังได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่รถยนต์รวมถึงผู้ใช้ท้องถนนทั่วไปด้วยการนำเทคโนโลยีด้านระบบเรดาร์มาใช้พัฒนาเข้ากับระบบการขนส่งมวลชน ตัวอย่างที่มีให้เห็นอย่างเช่นในกรุงลอนดอนกำลังมีการทดลองมาตรการอีกอย่างหนึ่งที่จะเพิ่มความปลอดภัยของคนเดินเท้าและผู้ใช้จักรยานคือการนำเครื่องจับภาพและเรดาร์แบบที่ใช้ตรวจหาวัตถุในท้องฟ้ามาติดตั้งกับรถประจำทาง อุปกรณ์นี้จะเตือนคนขับรถประจำทางให้ทราบทันทีที่มีคนเดินเท้าและคนขี่จักรยานอยู่ใกล้กับรถของตน เพื่อเป็นมาตรการความปลอดภัย ไม่เพียงแต่กับผู้ใช้รถยนต์เท่านั้น แต่รวมไปถึงคนเดินถนนหรือผู้ขับขี่จักรยานอีกด้วย

ผู้อ่านจะเห็นได้ว่า กสทช.นั้นมีบทบาทในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายรวมทั้งออกกฎหมายมารองรับเรื่องดังกล่าวเพื่อตอบโจทย์ถึงการดำรงชีวิตของสังคมในปัจจุบันที่เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของมนุษย์ และไม่เพียงแต่เทคโนโลยีในเรื่องระบบเรดาร์ในย่านคลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตข้างต้นเท่านั้น แต่ทางกสทช.ยังได้เห็นชอบร่างกฎหมายใหม่ รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเดิมในเรื่องของคลื่นวิทยุความถี่ในย่านความถี่อื่นๆ เพื่อประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกด้วย เช่นร่างประกาศ กสทช. เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ ย่านความถี่ 806-824/851-869 MHz และร่างแผนความถี่วิทยุกิจการเคลื่อนที่ทางบกระบบ Trunked Radio ย่านความถี่ 806-814/851-859 MHz รวมทั้งยังอนุมัติให้สำรองย่านความถี่ 814-824/859-869 MHz เพื่อเตรียมคลื่นความถี่ให้รองรับภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธาณภัย (Public Protection and Disaster Relief: PPDR) และเป็นการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับกิจการเคลื่อนที่ทางบก ระบบ Trunked Radio ในย่าน 800 MHz ตามความต้องการของผู้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำให้กฎหมายมีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและเข้ากับสภาพการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งการออกกฎหมายเพื่อรองรับและครอบคลุมเทคโนโลยีดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสร้างความปลอดภัยให้ผู้แก่ทั้งผู้ขับขี่ยานพาหนะและผู้ใช้ถนนทั่วไปมากขึ้น แล้วยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค อันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการอุตสาหกรรมในภาพรวมอีกด้วย
Source : http://telecomjournalthailand.com/

เตือนภัย!!ไวรัสเอสเอ็มเอส

เตือนภัย!!ไวรัสเอสเอ็มเอส

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในช่วงระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในแวดวงผู้ใช้มือถือต้องเผชิญกับไวรัสมือถือที่ก่อกวนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้เป็นวงกว้าง ผู้ก่อกวนได้ส่งไวรัสประเภทนี้มากับข้อความเอสเอ็มเอสแล้วเข้าโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้ ซึ่งเรียกกันว่า “ไวรัสเอสเอ็มเอส” ไวรัสประเภทนี้ทำงานโดยการส่งข้อความเข้าเครื่องผู้รับให้ทราบถึงการจ้างจัดส่งเอกสารอันเป็นแผนการหลอกลวง และมีลิงค์เชื่อมโยงเช่นhttp://goo.gl/NPD8sd เพื่อให้กดเข้าไปดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น โดยแอพไวรัสนี้จะสามารถเข้าถึงรายชื่อและเลขหมายในเครื่องของผู้ใช้ได้ เมื่อผู้ที่ได้รับเอสเอ็มเอสกดเข้าไปในลิงค์ที่ส่งมาก็จะติดไวรัสทันที นอกจากนั้นเจ้าไวรัสร้ายประเภทนี้ยังสามารถส่งข้อความต่อไปยังเครื่องผู้รับอื่นๆที่มีรายชื่ออยู่ในเครื่องนั้น โดยที่ผู้รับจะต้องเสียค่าบริการในการส่งเอสเอ็มเอสนั้นทั้งหมด และยังต้องนำโทรศัพท์มือถือไปล้างข้อมูลทิ้งทั้งหมดจึงจะสามารถนำกลับมาใช้งานได้ดังเดิม

ไวรัสเอสเอ็มเอสนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ก่อนระบาดมายังประเทศมาเลเซียและเข้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งเป้าหมายของผู้ที่คิดไวรัสนี้ก็เพื่อให้ผู้เสียหายดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นที่สร้างขึ้นมาเพื่อเอาเงินในบัญชีที่ถูกหักไปของเหยื่อโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง ไวรัสประเภทนี้จะระบาดอยู่ในเฉพาะกลุ่มผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือในระบบแอนดรอยด์เท่านั้นเนื่องจากระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์สามารถให้ผู้ใช้ดาวโหลดแอพลิเคชั่นจากภายนอก Play Store ได้ แต่ในระบบ ios ของไอโฟนนั้นผู้ใช้ไม่สามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นภายนอก App Store ได้

เรื่องเกี่ยวกับ ไวรัสเอสเอ็มเอส ประเภทนี้มีผู้เสียหายหลายราย แต่ที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตทำให้ประชาชนผู้ใช้มือถือต้องหันมาระวังตัวกันมากขึ้นก็สืบเนื่องมาจาก พ.ต.อ.ธนวัตร วัฒนกุล ผู้กำกับสน.โชคชัยได้รับเอสเอ็มเอสจากเบอร์โทรศัพท์มือถือหมายเลขหนึ่ง แจ้งข้อความว่า “ผกก.ธนวัตร แจ้งให้ทราบการจัดส่งของคุณ” ส่งเข้ามาในโทรศัพท์ เมื่อเข้าลิงค์ดังกล่าวเพื่อไปดูว่ามีข้อมูลอะไรหรือไม่ แต่เปิดไม่ได้ จึงส่งต่อเอสเอ็มเอสเข้าไปยังโทรศัพท์แอนดรอยด์ของตนเองอีกเครื่องหนึ่งเพื่อเปิดดูข้อมูล แต่พอเปิดเข้าไปดูก็ไม่พบข้อมูลใดๆ และหลังจากนั้นไม่นานก็มีคนโทรมาสอบถามหลายสาย เกี่ยวกับข้อความที่ได้รับจากเบอร์มือถือของตนจำนวนหลายครั้ง จึงรีบไปที่ศูนย์บริการมือถือซึ่งเป็นต้นเครือข่ายเพื่อให้ระงับข้อความ ก่อนจะส่งเครื่องไปทำการล้างไวรัส

จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นั้นพบว่ามีผู้ที่ได้รับความเสียหายจาก ไวรัสเอสเอ็มเอส ดังกล่าวจำนวนทั้งสิ้น 19,056 ราย โดยผู้เสียหายได้ดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นนามสกุล .apk มาจากลิงค์ที่ส่งมาในข้อความเอสเอ็มเอสแล้วหลงเชื่อว่าเป็นเอสเอ็มเอสที่มาจากคนใกล้ชิดจึงได้กดลิงค์ดูอย่างง่ายดาย นี่จึงเป็นกลลวงสำคัญของมิจฉาชีพที่ใช้การเข้าถึงรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ของผู้ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้หลงเชื่อว่าข้อความนั้นส่งมาจากคนรู้จักของตนจริงๆ

ไวรัสชนิดนี้อยู่ในรูปแบบของมัลแวร์ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อทำลายระบบของโทรศัพท์ Smartphone จนอาจนำไปสู่การแฮคข้อมูลหรือไม่สามารถเข้าระบบต่างๆได้หรือแม้กระทั่งส่งอีเมล์หรือข้อความปลอมไปหาคนอื่นๆ มัลแวร์ประเภทไวรัสนี้สามารถเข้าสู่อุปกรณ์ Smartphone หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยหลายวิธีเช่นการดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นหรือการเข้าเว็บไซต์ที่ติดไวรัส เป็นต้น

เพื่อจัดการ ไวรัสเอสเอ็มเอส ดังกล่าวและป้องกันไม่ให้มีผู้หลงเชื่อดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นที่ติดไวรัสนั้นอีกต่อไป ทาง กสทช. จึงได้มีการหารือร่วมกับผู้ประกอบการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยทางผู้ประกอบการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือนั้นได้ทำการปิดกั้นการดาวน์โหลดจากลิงค์ดังกล่าวรวมทั้งแนะนำวิธีการลบมัลแวร์ไวรัสที่ได้ติดตั้งไว้ในตัวเครื่อง และทางผู้ประกอบการรายหนึ่งได้ออกแอพลิเคชั่นเพื่อช่วยลบแอพลิเคชั่นที่ติดไวรัสได้ทันที โดยผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีในทุกเครือข่าย นอกจากนี้ค่ายมือถือทุกค่ายยังจะไม่จัดเก็บค่าบริการสำหรับผู้ที่โดนไวรัสนี้ส่งเอสเอ็มเอสต่อไปยังเครื่องอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ทาง กสทช. ยังแนะนำให้ผู้ใช้งานหมั่นตรวจสอบค่าบริการ รวมทั้งไม่กดลิงค์ดาวน์โหลดจากแหล่งที่ไม่รู้จักหรือไม่ชัดเจน ไม่ติดตั้งแอพลิเคชั่นจากที่มาที่ไม่รู้จักเพื่อป้องกันการติดไวรัสดังกล่าว รวมไปถึงมัลแวร์ตัวอื่นที่เหล่ามิจฉาชีพคอยสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความเสียหายให้กับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือโดยอาศัยแอพลิเคชั่นปลอมเพื่อหลอกลวงผู้ใช้อีกด้วย

การที่กลุ่มมิจฉาชีพกระทำการดังกล่าวนั้นมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้งการทำให้ระบบมือถือของผู้อื่นเสียหายนั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย หากผู้อ่านท่านใดพบเห็นผู้ที่กระทำความผิดดังกล่าวสามารถแจ้งได้ที่สำนักงาน กสทช. หรือกระทรวงไอซีทีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้

Source : http://telecomjournalthailand.com/

 

กระจายข่าวออนไลน์ผิดหรือไม่

กระจายข่าวออนไลน์ผิดหรือไม่

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในสังคมยุคปัจจุบันเรามักจะติดตามข่าวสารความเป็นไปของโลกผ่านช่องทางออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ตมากกว่าที่จะอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูโทรทัศน์อย่างในสมัยก่อนอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีมากขึ้น ผู้คนติดต่อกันผ่านอินเตอร์เน็ตและข่าวสารส่วนใหญ่ก็มักจะลงในอินเตอร์เน็ตด้วยเพื่อความรวดเร็วและการติดตามที่ทันเหตุการณ์ การแพร่กระจายของเนื้อหาข่าวที่รวดเร็วนี้ถึงแม้ว่า จะทำให้ผู้คนเสพข่าวและรู้ทันสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการเสพข่าวออนไลน์รวมถึงการกระจายข่าวผ่านทางอินเตอร์เน็ตย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือความสะดวกหรือง่ายดายของการลงข่าวและแชร์ข่าวนั้นต่อไปส่งผลให้ผู้แชร์ไม่ได้ตรวจสอบที่มา แหล่งข่าวและความน่าเชื่อถือของข่าวอย่างละเอียด จนบางครั้งอาจสร้างความเสียหายให้ผู้ที่เป็นข่าวและผู้ที่เกี่ยวข้องได้

ในกระบวนการของการป้องกันและนำเสนอแนวคิดเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนรวมทั้งสื่อในการนำเสนอข่าวออนไลน์ที่ถูกต้องนั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้มีการจัดงานสัมมนาเชิงกลยุทธ์ ในหัวข้อ “เสพข่าวออนไลน์แบบผิดๆ ใครรับผิดชอบ” โดยนายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ให้ความเห็นในเรื่องการนำเสนอและบริโภคข่าวออนไลน์ ว่าปัจจุบันการสื่อสารผ่านออนไลน์ช่วยทลายการปิดกั้นและข้อจำกัดของการสื่อสารจากอำนาจรัฐและ ทุนนอกจากนี้สถานภาพของการเป็นแหล่งข่าวมีความแตกต่างจากเดิมที่ในอดีตชาวบ้านทั่วไปต้องรอนักข่าวนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ แต่ทุกวันนี้สามารถให้ข้อมูลความเห็นผ่านพื้นที่ออนไลน์ของตนได้ การนำเสนอมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น หลายครั้งสามารถนำเสนอจากจุดเกิดเหตุ ณ วินาทีเกิดเหตุได้ทันที แต่บางครั้งก็ล้ำเส้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เกิดการละเมิด สร้างความเสียหายในวงกว้าง อีกทั้งการฉับไวในการรายงานข่าว ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย หากไม่มีการตรวจสอบข่าว จึงจะเห็นได้ว่าการเสพข่าวออนไลน์อาจมีข้อเสียได้หากเราไม่ระมัดระวังและรอบคอบ

ปัญหาการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือแม้กระทั่งข้อมูลสำคัญนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมากในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกลเช่นนี้ การที่อินเตอร์เน็ตมีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของคนเราส่งผลให้ปัญหาเกี่ยวกับการละเมิดความเป็นส่วนตัวมีลักษณะหลากหลายแตกต่างกันออกไป เช่นการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อโจมตีบุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน หรือเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวเพื่อกลั่นแกล้งกัน หรือแม้กระทั่งการที่สื่อนำเสนอข่าวโดยเปิดเผยชื่อและใบหน้าของผู้เสียหาย เป็นต้น โดยเฉพาะเมื่อข่าวเหล่านั้นถูกแชร์กันต่อไปในโลกออนไลน์ก็ย่อมจะเป็นการยากที่จะแก้ไขความเสียหายได้ทัน ปัญหาจากการจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์จึงมีผลกระทบต่อผู้ใช้งานให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในแง่ของสื่อมวลชนจึงต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความเป็นส่วนตัวของบุคคลในข่าว ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อหาข่าวหรือไม่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยมีการควบคุมโดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยเฝ้าระวังและให้ความเข้มงวดในการตรวจสอบให้มากขึ้น อีกทั้งควรจะมีการออกกฎหมาย และกระบวนการที่เหมาะสมในการจัดการปัญหาดังกล่าว ส่วนในด้านผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตซึ่งอาจเป็นผู้ที่รับผลกระทบนั้นควรสอบถามและตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของตนเองในบริการออนไลน์ที่ใช้ว่ามีการคุ้มครองที่มากพอหรือไม่ รวมทั้งแจ้งต่อผู้ให้บริการทราบถึงความกังวลต่อความเป็นส่วนตัวในการใช้บริการเหล่านั้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการดูแลระบบที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตควรทำความเข้าใจการทำงานของบริการออนไลน์ที่ใช้ว่าจัดเก็บและมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร สิ่งที่ควรตระหนักก็คือเมื่อใดก็ตามที่ข้อมูลอยู่ในอินเทอร์เน็ตแล้ว การลบทิ้งโดยสมบูรณ์แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ขณะเดียวกันผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องตระหนักว่าข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ ภาพถ่าย ฯลฯ เป็นของเจ้าของข้อมูลนั้น การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวซึ่งอาจได้รับโทษตามกฎหมาย

ในเรื่องโทษและการควบคุมทางกฎหมายนั้นประเทศไทยยังไม่มี กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นการเฉพาะ เมื่อเกิดเหตุขึ้นจึงต้องพิจารณาข้อมูลว่าเป็นประเภทใด มีกฎหมายใดที่เกี่ยวข้อง เช่น หากเป็นข้อมูลที่อยู่ในความดูแลของรัฐ สามารถใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 หากเป็นการลงข้อความเท็จ หมิ่นประมาทหรือตัดต่อภาพลงอินเตอร์เน็ต สามารถใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เป็นต้น ในอดีตที่ผ่านมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 32, 33, 35, 36 ก็ได้รับรองสิทธิในความเป็นส่วนตัวในหลายด้าน แม้จะพิจารณากฎหมายที่มีบทบาทในเรื่องการลงโทษผู้กระทำความผิดและคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลดังกล่าวแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนเหมือนดังเช่นประเทศสิงคโปร์ที่ได้ออก กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ The Personal Data Protection Act (PDPA) ซึ่งได้ออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 แต่เพิ่งจะมีผลใช้บังคับโดยสมบูรณ์ทั้งฉบับเมื่อไม่นานมานี้โดยกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลการเก็บรวบรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยแต่ละองค์กรจะต้องจัดให้มีระบบรักษาข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้มีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ได้รับอนุญาต และจะต้องไม่เก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้เมื่อไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจหรือทางกฎหมายอีกต่อไป นอกจากนี้องค์กรจะต้องมีบุคคลอย่างน้อยหนึ่งคนทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล (data protection officer) เพื่อดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำหรับตัวบุคคลนั้นยังมีสิทธิเข้าถึงและแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มีการเก็บรวบรวมไปอีกด้วย ซึ่งในอนาคตประเทศไทยน่าที่จะมีร่างกฎหมายดังกล่าวออกมาบังคับใช้ด้วยเหมือนเช่นประเทศสิงคโปร์

แต่อย่างไรก็ตามในมุมมองของสื่อมวลชนนั้นอาจจะมีความเห็นที่ต่างออกไป กล่าวคือเห็นว่าการใช้กฎหมายก็ไม่ควรจะปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารมากจนเกินไปถึงขนาดตัดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งกฎหมายบางฉบับอาจจะตีความเนื้อหาครอบคลุมเกินไปจนทำให้ ผู้ลงข้อความ สื่อมวลชนรวมถึงสำนักพิมพ์มีโอกาสสูงที่จะถูกดำเนินคดีได้ตลอดเวลาทั้งๆที่ไม่ได้กระทำความผิด ดังนั้นการร่วมพูดคุยสร้างความเข้าใจรวมถึงปรับปรุงกฎหมายให้เกิดความพอดีหรือความสมดุล และเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายสื่อมวลชน ฝ่ายผู้เสพข่าว และที่สำคัญคือฝ่ายผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่อง เจ้าของข้อมูล หรือบุคคลในข่าวด้วยว่าถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

Source : http://telecomjournalthailand.com/

กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy Law)

กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy Law)

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ผู้อ่านหลายท่านในที่นี้อาจเคยประสบปัญหาการถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัวทางข้อมูลไม่ว่าจะเป็น การได้รับอีเมล์ส่งข้อความสแปม (Spam) เข้ามาในกล่องข้อความของเราโดยที่เราไม่ได้รู้จักผู้ส่งมาก่อนซึ่งอาจเป็นเพราะมีการซื้อขายอีเมล์แอดเดรสของเราเพื่อเป็นเป้าหมายของการโฆษณา บางครั้งก็มาจากต่างประเทศ หรือการที่มีข้อความที่เชิญชวนหรือโฆษณาเข้ามาในโทรศัพท์ของเรา รวมไปถึงการได้รับจดหมายโฆษณาสินค้าหรือจดหมายเสนอให้สมัครเป็นสมาชิกจากบริษัทที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนส่งไปตามที่อยู่อาศัย หรือบางครั้งถึงขนาดโทรเข้ามือถือของคุณเลยก็มี โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เทคโนโลยีก้าวไกลไปมาก การกระทำที่มีลักษณะก้าวล่วงความเป็นส่วนตัวของเราก็สามารถทำได้ง่ายดายมากขึ้น จากการที่เราได้รับจดหมายหรือโทรศัพท์หรือข้อความอิเล็กทรอนิกส์จากทั้งบริษัทและคนแปลกหน้าในลักษณะต่างๆ แบบนี้ หลายคนจึงอาจสงสัยว่าบริษัทเหล่านี้มีข้อมูลส่วนตัวของเราได้อย่างไร

เรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้เป็นประเด็นที่หลายประเทศในโลกได้ให้ความสำคัญมากเนื่องจากหากมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นไปใช้หรือไปเปิดเผยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลทั้งในเรื่องความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัยของตนเองและของส่วนรวม ชื่อเสียง เกียรติยศ และรบกวนความเป็นอยู่ส่วนตัว อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสังคมไทยในปัจจุบันดูเหมือนยังเป็นเรื่องใหม่เป็นและเรื่องที่เพิ่งจะมีการตื่นตัวกัน แต่เมื่อได้ศึกษาข้อเท็จจริงจะพบว่าประเทศไทยได้เคยมีกฎหมายที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาแล้วหลายฉบับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 35 ที่บัญญัติว่า“สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะปกป้องคุ้มครองความเป็นส่วนตัวรวมทั้งข้อมูลส่วนตัว (Data Privacy) ของแต่ละบุคคล แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากความคุ้มครองที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเป็นความคุ้มครองแบบกว้างๆไม่เฉพาะเจาะจง จึงทำให้การบังคับใช้เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังนั้นยังทำได้ยาก นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวเฉพาะเรื่องอยู่เช่นกันแต่เป็นกฎหมายที่ไม่ได้บังคับใช้อย่างครอบคลุมสำหรับทุกเรื่อง เช่น พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการพ.ศ.2540 ที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานรัฐของประเทศไทยเท่านั้นหรือการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 เป็นต้น อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีกฎหมายฉบับใดที่บัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในความครอบครองของเอกชนหรือใช้โดยเอกชนโดยเฉพาะ

หากเราพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในระดับต่างประเทศแล้วเราจะพบว่า นานาประเทศได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว (Data Protection) เป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในรูปแบบใด โดยเฉพาะข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดปัญหาการถูกละเมิดมากที่สุดอันเนื่องมาจากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้าและความล้ำสมัยของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีคุณประโยชน์มหาศาลแต่ก็แฝงอันตรายหากถูกนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น ความสามารถในการบันทึกข้อมูล การสํารองข้อมูล การประมวลผลข้อมูล รวมไปถึงการถ่ายโอนข้อมูล โดยทั่วไปแล้วผู้ประกอบธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้าและเฝ้าติดตามพฤติกรรมในการใช้บริการของลูกค้าได้ ซึ่งจัดเป็นการดําเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าโดยลูกค้าหรือผู้ใช้บริการอาจไม่ทราบหรืออาจไม่ได้ให้ความยินยอมแก่การกระทําดังกล่าว ดังนั้น The Organization for Economic Cooperation and Development หรือ OECD ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ให้ความสําคัญกับปัญหาดังกล่าว จึงได้กําหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์ขั้นพื้นฐาน (Guidelines) ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้นานาประเทศได้มีแนวทางในการบัญญัติกฎหมายของตนเอง โดยได้ออก Guidelines Governing the Protection of Privacy and Tranborder Data Flows of Personal Data ขึ้นในปี ค.ศ. 1980 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อวางหลักการสําคัญว่าข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมในทุกขั้นตอน นอกจากนี้แล้วประเทศสหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มการตรากฎหมาย Privacy Act ที่คุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวในเอกสาร และเมื่อไม่นานมานี้ประเทศสิงคโปร์ได้ออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลชื่อ “The Personal Data Protection Act” (PDPA) โดยองค์กรในสิงคโปร์ซึ่งมีระบบเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายอยู่แล้วจะต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล และที่สำคัญที่สุดการเปิดเผยข้อมูลจะต้องได้รับความยินยอมของแต่ละบุคคลด้วย ที่น่าสนใจก็คือกฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้มีทะเบียนห้ามโทรแห่งชาติ (Do Not Call Registry) ซึ่งบุคคลสามารถไปลงทะเบียนเลขหมายโทรศัพท์สิงคโปร์ของตนเพื่อประกาศตนว่าไม่ขอรับการติดต่อทางการตลาดใดๆ ไม่ว่าจะด้วยการโทรศัพท์ หรือส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือจากองค์กรต่างๆ ซึ่งหากเลขหมายโทรศัพท์ใดมีการลงทะเบียนใน DNC Registry แล้ว องค์กรต่างๆจะโทร ส่งข้อความสั้น หรือแฟกซ์ไปยังเลขหมายนั้นไม่ได้ นับว่าเป็นมาตรการที่ออกมาเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในภาคเอกชนอย่างแท้จริง

ส่วนประเทศไทยนั้นแม้จะยังไม่มีกฎหมายที่ออกมาเพื่อเป็นมาตรการในเรื่อง Data Privacy อย่างประเทศสิงคโปร์อย่างจริงจัง แต่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีเนื้อหาสาระสำคัญคือในหลักการทั่วไปเกี่ยวกับการรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไม่ยินยอม เว้นแต่มีบทบัญญัติให้กระทำได้ นอกจากนั้นจะสามารถเก็บรักษาข้อมูลไว้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดโดยจะมีองค์กรเข้ามาทำหน้าที่สอดส่องดูแลในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด ผู้ที่ฝ่าฝืนจะได้รับโทษซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ทั้งส่วนที่เป็นโทษปรับทางปกครองและส่วนที่เป็นโทษอาญาซึ่งหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้แล้วก็อาจจะช่วยคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลได้มากขึ้นโดยไม่แพ้ประเทศอื่นๆ เลยทีเดียว

Bangkok Lawyers, Thailand Lawyers, Bangkok Law Firm, Thailand Law Firm, Attorneys Bangkok, Attorneys Thailand, Legal Thailand, Legal Bangkok, Legal Services

Source : http://telecomjournalthailand.com/

บูรณาการศูนย์ข้อมูล

บูรณาการศูนย์ข้อมูล

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราอย่างมาก ข้อมูลก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการได้ โดยในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่นั้นก็ใช้ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เข้ามาเป็นตัวจัดการ ซึ่งศูนย์ข้อมูลนี้ก็คือพื้นที่ที่ใช้จัดวางระบบประมวลผลกลางและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร โดยที่ผู้ใช้งานสามารถที่จะเชื่อมต่อระบบเครือข่ายจากภายนอกได้ ศูนย์ข้อมูลจะถูกออกแบบให้มีเสถียรภาพ ปลอดภัย พร้อมใช้งานและรองรับการขยายผลได้

ในประเทศไทยนั้นได้มีการนำศูนย์ข้อมูลนี้มาใช้ประโยชน์ โดยจะมีการจัดทำศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ ประเทศไทยได้มีแนวทางที่จะ บูรณาการศูนย์ข้อมูล เพื่อให้หน่วยงานของรัฐได้ใช้บริการ โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ EGA ในการดำเนินการโดยให้หน่วยงานต่างๆของรัฐมาใช้ศูนย์ข้อมูลร่วมกัน และจัดให้มีการประมูลโดยภาคเอกชนที่จะเข้ามาจัดสร้างในส่วนของศูนย์ข้อมูลดังกล่าวโดยมีมูลค่าในการลงทุนสูงถึง 3-4 หมื่นล้านบาท และเมื่อประเทศไทยมีศูนย์ข้อมูลแห่งชาติก็จะนำไปสู่การมีเกทเวย์แห่งชาติด้วย โดยเกทเวย์ (Gateway) ก็คืออุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงในการที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน สามารถเชื่อมต่อ LAN หลายๆ เครือข่าย และสามารถสื่อสารกับส่งต่อข้อมูลหากันได้โดยไม่มีขีดจำกัด โดยในประเทศไทยนั้นควรจะมีเกทเวย์อย่างน้อย 10 จุด เพื่อรองรับการขยายตัวทางอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต และการมีเกทเวย์แห่งชาติยังจะส่งผลให้การส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว และยังส่งผลถึงเรื่องความรวดเร็วในการใช้อินเตอร์เน็ทอีกด้วย

ในเรื่องของ การบูรณาการศูนย์ข้อมูล แห่งชาตินั้น จะเห็นได้ว่าเป็นการดำเนินการโดยความร่วมมือของทั้งฝ่ายภาครัฐบาลและภาคเอกชน โดยจะมีหน่วยงานกลางก็คือกระทรวง ICT หรือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่กำลังจะถูกยุบลงแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและจะรับโอนถ่ายอำนาจหน้าที่จากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมา กระทรวงใหม่นี้จะเข้ามาดูแลรับผิดชอบในส่วนของมาตรฐานการให้บริการ มาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูล เพื่อที่จะรักษามาตรฐานของค่าใช้จ่ายและคุณภาพของศูนย์ข้อมูลที่หน่วยรัฐใช้ โดยศูนย์ข้อมูลทุกศูนย์จะต้องสามารถเชื่อมต่อหากันได้ด้วย ระบบดังกล่าวก็จะทำให้ข้อมูลตรงกันไม่เกิดความผิดพลาดขึ้น โดยการ บูรณาการศูนย์ข้อมูล นี้ฝ่ายรัฐจะต้องเป็นตัวนำร่อง โดยฝ่ายรัฐสามารถสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ บูรณาการข้อมูล ซึ่งย่อมนำไปสู่การที่เอกชนนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งการ บูรณาการศูนย์ข้อมูล นี้ยังนำไปสู่การรวมตัวกันครั้งใหญ่ของข้อมูลของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะส่งผลให้ลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน เพราะหากทุกหน่วยงานต้องการสร้างศูนย์ข้อมูลของตัวเองทั้งหมด ย่อมต้องใช้งบประมาณมากมายในการลงทุน และทำให้รัฐต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล ดังนั้นการสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจึงเป็นทางออกที่ดีของการแก้ปัญหานี้

การบูรณาการศูนย์ข้อมูล ยังนำไปสู่การที่ภาครัฐจะเข้าสู่การเป็น Digital Government โดยนายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร ได้กล่าวถึงกรณีนี้ไว้ว่าจะเป็นการยกระกับภาครัฐในหลายส่วน ได้แก่

ประการแรก การบูรณาการศูนย์ข้อมูล ภาครัฐ กล่าวคือเมื่อมีการบูรณาการจัดการศูนย์ข้อมูลภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ย่อมนำไปสู่การใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงเป็นการลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน

ประการที่สอง การบูรณาการข้อมูลบริหารสำหรับศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี โดยจะเป็นการบูรณาการระบบการรายงานที่ใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ รวมถึงใช้ในการติดตามงานและเหตุการณ์เร่งด่วนต่างๆ และวิธีแก้ปัญหา

ประการสุดท้าย การบูรณาการการให้บริการประชาชน เช่นตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ซึ่งมุ่งแนวทางลดการใช้สำเนาเอกสารราชการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยการบูรณาการนั้นระบบบริการของราชการให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องระหว่างหน่วยงานราชการมีเป้าหมายนำร่อง 7 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อลดการขอสำเนาเอกสารราชการจากผู้ขอรับบริการ รวมถึงการนำร่องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบางบริการของรัฐได้ด้วยตนเองผ่านตู้บริการเอนกประสงค์ของรัฐ

ทั้งสามประการข้างต้นนี้ก็เป็นการผลักดันการพัฒนาของ Digital government ภายใต้นโยบาย Digital Economy หรือเศรษฐกิจดิจิตอลอย่างเป็นรูปธรรม จึงจะเห็นได้ว่า การบูรณาการศูนย์ข้อมูล ที่จะทำให้เกิดข้อมูลมหาศาลนี้ย่อมนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอลด้วย การใช้ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติของรัฐนั้นยังเป็นแรงจูงใจกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของเอกชนอีกอย่างหนึ่งด้วย

ในส่วนของต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วได้มีการนำเอาศูนย์ข้อมูลหรือ Data center มาใช้อย่างแพร่หลาย เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา และอังกฤษ โดยประเทศเหล่านี้ได้ทำการลดศูนย์ข้อมูลในประเทศลง จากปริมาณศูนย์มากๆ เหลือเพียงไม่กี่ศูนย์ ซึ่งทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถลดงบประมาณได้จำนวนมหาศาลต่อปี รวมถึงลดการใช้พลังงานและทรัพยากรในประเทศอีกด้วย

ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการนำเอาศูนย์ข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในหลายทาง เช่นในทางด้านธุรกรรม โดยในประเทศสหรัฐอเมริกามีบริษัท Duns and Bradsteeet ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการในเรื่องของรายงานข้อมูลของบัตรเครดิตของผู้ถือ โดยอาศัยศูนย์ข้อมูลในการส่งถ่ายรายงานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของผู้ถือบัตรได้อย่างสะดวกฉับไว

การบูรณาการศูนย์ข้อมูลนั้นยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในหลายๆประการ เช่น กรณีของการบูรณาการศูนย์ข้อมูลย่อมนำไปสู่การพัฒนาในด้านของอินเตอร์เน็ท ซึ่งทำให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้อินเตอร์เน็ทได้ง่านขึ้น และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง รวมไปถึงกรณีประโยชน์จากโครงการ Smart Service ก็จะเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายต่อภาครัฐและภาคประชาชนอย่างมาก เพราะจะมีการรวบรวมข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลเดียว กล่าวคือมีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลราษฎร์และใช้ประโยชน์จากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักในการที่จะเรียกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับบุคคลนั้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารมากมายในการทำธุรกรรมกับทางภาครัฐ แล้วข้อมูลต่างๆ ก็จะถูกบันทึกลงแบบฟอร์มอัตโนมัติ จึงทำให้เป็นการลดการใช้ทรัพยากรรวมทั้งประหยัดเวลาอีกด้วย หรือจะเป็นการบริการผ่านจุดบริการตามศูนย์การค้าหรือผ่านทางแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะมีการส่งข้อมูลต่างๆอย่างทั่วถึง และสามารถทำธุรกรรมได้โดยทันที

นอกจากนี้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบางหน่วยก็มีความเกี่ยวเนื่องกันหรือทับซ้อนกัน เช่น กรมการปกครอง กรมการต่างประเทศ กรมสรรพากร และสำนักงานประกันสังคม ล้วนมีข้อมูลที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือเป็นข้อมูลเกี่ยวกับราษฎรนั่นเอง ซึ่งหากมีการใช้ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติและมีการรวบรวมข้อมูลไว้ที่เดียวกันแล้ว ย่อมทำให้สะดวกสบายต่อการเรียกข้อมูลไปใช้ได้ด้วย

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าการบูรณาการศูนย์ข้อมูลที่ได้ก่อให้มีศูนย์ข้อมูลแห่งชาตินั้นส่งผลอย่างมากต่อการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ด้านทางบริหารประเทศ ด้านเทคโนโลยี และอีกหลายๆ ด้าน ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย โดยเฉพาะในด้านกฎหมายซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปูแนวทางในการขับเคลื่อนของการบูรณาการดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

Source : http://telecomjournalthailand.com/

เศรษฐกิจดิจิตอลกระตุ้นการลงทุน

เศรษฐกิจดิจิตอลกระตุ้นการลงทุน

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาท่านผู้อ่านคงพอได้ทราบข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างกลุ่มกฎหมาย ดิจิตอล เนื่องจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 158 คน เห็นชอบหลักการวาระแรก ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา 17 คน โดยมีระยะการดำเนินงานภายใน 30 วัน โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวกำหนดให้มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีส่วนราชการประกอบด้วยสำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานสถิติแห่งชาติ และให้ยกเลิก กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และให้ถ่ายโอนอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง และมติ ครม.ของสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และของข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้าง ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านดิจิทัล มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจ สังคม ฐานความรู้ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่กระทรวงไอซีทียังคงมีข้อจำกัดในขอบเขตของอำนาจอยู่เพียงแค่เรื่องของเทคโนโลยีและข้อจำกัดเรื่องเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่ไม่เพียงพอ โดยในปีที่ผ่านมาจากข้อมูลของหอการค้า ได้ระบุว่าระบบเทคโนโลยีดิจิตอลมีมูลค่าทางธุรกิจถึง 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10% ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

นอกจากนี้แล้วร่างกฎหมายดิจิตอลที่คาดว่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในลำดับถัดไปคือร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ซึ่งได้รวมกฎหมาย 3 ฉบับไว้ในฉบับเดียวกัน คือกฎหมายการพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กฎหมายการส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิตอล และกฎหมายกองทุนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

ส่วนร่างกฎหมายเพื่อขับเคลื่อน เศรษฐกิจดิจิตอล ฉบับอื่นๆ ยังไม่มีการบรรจุเป็นวาระให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในครั้งนี้ คาดว่าอาจจะต้องรอเสนอในที่ประชุมในคราวถัดไป ร่างกฎหมายอื่นๆ เช่น ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) และร่างกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้มีการแยก พ.ร.บ.เป็น 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ยังอยู่ระหว่างการแก้ไขของกรรมการกฤษฎีกา

จากการที่รัฐบาลได้เดินหน้าส่งเสริมนโยบาย เศรษฐกิจดิจิตอล และมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาบังคับใช้นั้น ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมากขึ้นทั้งจากประเทศญี่ปุ่น อังกฤษและเกาหลีใต้ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ทำการลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับนางซะนะเอะ ทาคาอิชิ รัฐมนตรีว่าการกิจการภายในและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือด้านไอซีทีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ประกอบด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งทางญี่ปุ่นทั้งส่วนราชการและเอกชนมีความก้าวหน้าด้านนี้มาก จึงเสนอให้มีความร่วมมือพัฒนาอุปกรณ์ บุคลากร การเตรียมการช่วยเหลือประชาชนทั้งการเตือนก่อนเกิดภัยพิบัติ และการกู้ภัยหลังเกิดเหตุภัยพิบัติ เช่น ดินถล่ม พายุ และแผ่นดินไหว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องความร่วมมือด้านกิจการไปรษณีย์เพื่อสนับสนุนการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ช โดยเฉพาะสินค้าผ่านแดนและระบบโลจิสติกส์ขณะเดียวกัน นางซะนะเอะได้นำภาคเอกชนจาก 55 บริษัท มีทั้งด้านไอซีทีและการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ มาประเทศไทยเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับภาคเอกชนไทย และมาดูแนวทางการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ด้านไอทีที่ประเทศไทยสนับสนุนให้เกิดขึ้นในอนาคตตามนโยบาย เศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งนักธุรกิจที่ร่วมคณะมาครั้งนี้มีประธานบริษัท เอ็นอีซี ของญี่ปุ่นด้วยที่สนใจจะมาขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยสนใจลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตส่งสินค้าไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม กสทช. ยังได้มีการเสนอความร่วมมือในการพัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีการแพร่สัญญาณภาพ และเสียงในระบบ 4K และ 8K ซึ่งได้มีการนำระบบนี้มาสาธิตแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากและได้เสนอให้มีการแลกเปลี่ยนเนื้อหารายการร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายจึงได้จัดให้ผู้ประกอบการจากประเทศญี่ปุ่น 11 รายที่ร่วมเดินทางมาในคณะในครั้งนี้มาออกบูทนำเสนอเทคโนโลยี 4K และรายการต่อผู้ประกอบการไทยเพื่อให้ได้เลือกซื้อเนื้อหารายการที่น่าสนใจมานำเสนอเพื่อให้เกิดธุรกิจร่วมกันอีกด้วย

ส่วนความคืบหน้าด้านการดำเนินการผลักดันด้าน เศรษฐกิจดิจิตอล ในประเทศนั้น คณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ตั้งเป้าหมายภายในระยะเวลา 3 ปี จะสามารถส่งเสริมการค้าผ่านสื่อดิจิทัลให้ SMEs ไม่ต่ำกว่า 20,000 ราย ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจแบบออนไลน์ได้อย่างเต็มรูปแบบและสร้างธุรกิจเกิดใหม่ดิจิทัลไม่ต่ำกว่า 300 ราย รวมถึงการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างนวัตกรรมด้านบริการใหม่และธุรกิจใหม่ที่ตลาดต้องการรวมกันไม่ต่ำกว่า 1,500 ราย ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยนั้นมีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศอื่นๆทางด้านการทำธุรกรรมออนไลน์ อันจะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นเป็นอย่างมาก

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ธุรกิจให้เช่าเสาโทรคมนาคม

ธุรกิจให้เช่าเสาโทรคมนาคม

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

หลายท่านอาจจะได้ยินคำว่า “TowerCo” กันบ้างในช่วงนี้อันสืบเนื่องมาจากข่าวที่ว่า TOT มีความคิดที่จะนำทรัพย์สินที่ตนครอบครองอยู่ออกใช้สร้างรายได้เพราะ TOT นั้นเป็นองค์กรที่มีทรัพย์สินในมืออยู่มากโดยเฉพาะคลื่นความถี่และ เสาโทรคมนาคม ผู้เขียนนั้นได้เคยกล่าวถึงเรื่องนี้มาบ้างแล้วในฉบับก่อนๆ ในฉบับนี้เราจึงจะมาเจาะลึกถึงความเป็นมา รายละเอียดของการใช้โครงสร้างพื้นฐานหรือ เสาโทรคมนาคม ร่วมกันโดยเฉพาะธุรกิจให้เช่า เสาโทรคมนาคม หรือ TowerCo ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้

เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการแข่งขันในการให้บริการที่มีมากขึ้นอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ต้องมีการลงทุนในโครงข่ายเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากจึงทำให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในหลายๆ ประเทศคิดถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Infrastructure Sharing มากยิ่งขึ้นด้วยการจัดตั้งบริษัทที่เป็นเจ้าของ เสาโทรคมนาคม ขึ้นมาเป็นการเฉพาะแล้วนำบรรดา เสาโทรคมนาคม นั้นออกให้เช่าซึ่งมักจะเรียกชื่อโดยย่อกันว่า “TowerCo” การให้เช่า เสาโทรคมนาคม นี้ได้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จากในหลายๆโมเดลธุรกิจจากทั่วโลก เราจะเห็นรายชื่อ TowerCo จำนวนนับไม่ถ้วนซึ่ง TowerCo เหล่านี้ จะมีการติดตั้งเสาไว้แล้ว ผู้ประกอบการหรือโอเปอเรเตอร์เพียงแค่เข้าไปลงทะเบียนเช่าใช้เสาในบริเวณที่ตนเองต้องการ ซึ่งธุรกิจ TowerCo นั้น เปิดให้บริการเป็นออนไลน์แล้วในต่างประเทศ สำหรับการตั้งบริษัท TowerCo นั้น มีหลากหลายรูปแบบอาจเป็นโอเปอเรเตอร์ร่วมทุนกันตั้งเป็นบริษัทใหม่ขึ้นมาทำ TowerCo โดยเฉพาะหรือแม้แต่รูปแบบที่โอเปอเรเตอร์ที่ได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่จะตั้งเสาเองก็มีเช่นเดียวกัน

หลักการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันนี้เป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับแพร่หลายในประเทศต่างๆ ที่มีการพัฒนาทางด้านโทรคมนาคมแล้วโดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะพบว่ามีบริษัทที่ให้บริการเช่า เสาโทรคมนาคม สำหรับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนหลายราย เช่น The Mid-Atlantic Broadband Co-operative หรือ MBC ที่มีเสาครอบคลุมในเขตรัฐเวอร์จิเนีย MBC ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2000 ด้วยสาเหตุที่ต้องการลดปัญหาในช่วงที่เกิดวิกฤตทางสังคมและเศรษฐกิจอันมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจโลก โดยในขณะที่หลายๆ อุตสาหกรรมต้องปิดตัวลงและผู้คนต่างสูญเสียงานที่ทำ แต่ MBC กลับเล็งเห็นถึงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ในชนบทของรัฐเวอร์จิเนียที่ยังไม่มีการแข่งขันในการให้บริการโทรคมนาคมและอัตราค่าบริการที่มีราคาสูง อีกทั้งผู้ให้บริการที่มีอยู่นั้นไม่มีแผนที่จะขยายการเข้าถึงบรอดแบนด์ให้แพร่หลายในภูมิภาค ด้วยเหตุดังกล่าว MBC จึงได้สร้างเสาโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อกับ fiber – backbone เพื่อที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับบรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายในการจัดหาทั้งเสียงและบริการบรอดแบนด์ลงไปยังพื้นที่ที่ยังขาดแคลน ปัจจุบัน MBC นับว่าเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและยังคงมีเสาโทรคมนาคมให้เช่าอยู่ เช่นเดียวกับบริษัทให้เช่าเสาโทรคมนาคมจาก North Carolina ที่จากเดิมเป็นธุรกิจเล็กๆที่ตอนนี้ได้ขยายตัวไปครอบคลุมทั่วสหรัฐอเมริกา

สำหรับประเทศไทยนั้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ออกกฎหมายเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนากิจการโทรคมนาคมให้ก้าวไปพร้อมกับการมี 3G บนคลื่นความถี่มาตรฐาน 2.1 GHz จำนวนหลายฉบับ หนึ่งในนั้นก็คือประกาศเรื่องการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 หรือหลักการ Infrastructure Sharing นั่นเอง ทั้งนี้ในประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านโทรคมนาคมแล้ว การทำ Infrastructure Sharing ด้วย TowerCo เป็นสิ่งที่ทำกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกยกเว้นประเทศไทยเพราะถูกผูกขาดโดยสัญญาสัมปทาน แต่เมื่อสัญญาสัมปทานหมด สินทรัพย์โครงข่าย อาทิ เสาสัญญาณ หรือสายไฟเบอร์ต่างๆ จะตกเป็นของ ทีโอที และ กสท. ซึ่งจะนำไปสินทรัพย์ดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ดังนั้นแทนที่ผู้ให้บริการคลื่นความถี่ต้องลงทุนอีกมหาศาล เพราะจะต้องสร้างเสาหรือ Tower เป็นของตนเองและการ Roll Out โครงข่ายจะเกิดขึ้นช้ามาก แต่ถ้ามี TowerCo อยู่แล้ว โอเปอเรเตอร์เพียงแค่นำอุปกรณ์ไปติดตั้งไว้บนเสา การ Roll Out Network จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบมีนัยสำคัญและต้นทุนจะลดต่ำลง 20-40%ได้หากมีการบริหารจัดการที่ดี ที่สำคัญกว่านั้นคือโอเปอเรเตอร์ไม่ต้องกังวลต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานแต่มุ่งเน้นในด้านความสามารถหลักของตัวเอง อาทิ การให้บริการ การทำแคมเปญการตลาด เป็นต้น อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลใจต่อการลงทุนด้านการบำรุงรักษาโครงข่ายอีกด้วย หากสามารถผลักดันให้ TowerCo เกิดขึ้นได้ ผลประโยชน์มากมายจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ อาทิ การลงทุนที่ไม่ซ้ำซ้อน สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีคุณค่า ธุรกิจจะเกิดการจัดสรรปันส่วนที่ชัดเจน เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมโดยไม่มีการผูกขาดส่วนใดส่วนหนึ่งและทุกคนต้องได้รับประโยชน์ทั่วถึง นอกจากนี้เมื่อมีการลงทุนน้อยผู้บริโภคย่อมจะได้รับบริการในราคาที่เป็นธรรมด้วย

นอกจากนี้ด้วยข้อด้อยของคลื่นความถี่ 2.1GHz ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมแคบ จึงทำให้ต้องมีการสร้างเสาและลงทุนมากซึ่งเสาแต่ละต้นมูลค่าในการลงทุนอยู่ประมาณ 3-4 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างและค่าที่ดินด้วย ถ้าจะต้องวางให้ครอบคลุมทั่วประเทศจำเป็นต้องใช้เป็นหมื่นเสา คิดเป็นงบประมาณลงทุนถึง 3-4 หมื่นล้านบาทเฉพาะการลงทุนตั้งเสาเท่านั้น ดังนั้นหากมี TowerCo ใน 1 เสา ก็สามารถใช้ร่วมกันได้ในระหว่างหลายโอเปอเรเตอร์ หมดปัญหาข้อขัดแย้งกันในเรื่องพื้นที่ตั้งเสาเพราะมีบริษัทที่ทำ TowerCo บริหารจัดการให้ เพียงแค่โอเปอเรเตอร์ระบุว่า ต้องการพื้นที่ครอบคลุมจุดใด บริเวณใดเท่านั้น

ถึงแม้ว่าหลักการข้างต้นจะมีข้อดีอยู่มากมายในต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามการจัดตั้ง TowerCo ตามแนวคิดที่ TOT กำลังจะดำเนินการนั้นอาจติดขัดด้วยปัญหาก็ได้ในทางปฏิบัติหรือไม่เพราะการให้แต่ละโอปอเรเตอร์เข้ามาร่วมมือด้วยการใช้ร่วมกันนั้นอาจเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก ทั้งนี้เพราะโครงข่ายเช่นเสาที่แต่ละโอปอเรเตอร์ลงทุนไปนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนตัวและเป็นความมั่นคงภายในของบริษัทนั้นๆจึงมีแนวโน้มที่แต่ละบริษัทจะลงทุนตั้งเสาของตนเอง อีกทั้งยังเลือกในพื้นที่ลงทุนซึ่งมีลูกค้าและมองเห็นกำไรที่คุ้มค่า ที่สำคัญคือองค์กรเหล่านั้นอาจมองว่าหากนำสินทรัพย์ที่มีมาแบ่งให้คนอื่นเช่าใช้แล้วความมั่นคงอาจจะสูญเสียได้ การจะส่งเสริมให้มีการสร้างโครงข่ายพื้นฐานร่วมกันเช่น เสาโทรคมนาคม จึงอาจไม่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีนักก็ได้เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายต่างก็คิดจะสร้างโครงข่ายเฉพาะของตนเองเท่านั้นเพราะไม่ได้มีกฎหมายออกมาห้ามแต่อย่างใด

Source : http://telecomjournalthailand.com/

 

 

 

อำนาจเรียกคืนคลื่นความถี่

อำนาจเรียกคืนคลื่นความถี่

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

หลักการคืนคลื่นความถี่นั้นคือการที่คลื่นความถี่มีจำกัดมากในขณะที่บางรายถือครองคลื่นแล้วไม่ได้ใช้จึงต้องมีการนำมาใช้ใหม่กันเยอะขึ้นอย่างทั่วถึง การ Re-farming หรือจัดสรรใหม่เป็นวิธีหนึ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลหรือ Regulator ในหลายประเทศใช้ในการบริหารคลื่นความถี่ของชาติ ตัวอย่างกรณีที่ชัดที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศคือ สหรัฐอเมริกาได้ทำเรียกคืนคลื่น 500 MHz สำหรับ Wireless Broadband หรือกรณีของภาคเอกชนคือบริษัท Sprint ซึ่งถือครองคลื่นช่วงกว้าง 35MHz สำหรับ Broadcast Auxiliary Service (BAS) หรือการส่งคลื่นกันเองระหว่างสถานีวิทยุ/ทีวี ซึ่งทาง Sprint ได้มีแผนยกเลิก BAS ตั้งแต่ปี 2005 โดยใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบอื่น เพื่อยอมให้เอาคลื่น 35 MHz ไปทำ Wireless Broadband เป็นต้น

ในอดีตสำหรับประเทศไทยนั้น คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ โดยการพิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่นั้นนอกจากจะประเมินสถานะ(สถานะการใช้คลื่นความถี่ทั้งหมดที่ได้จัดสรรหรืออนุญาตให้แก่ผู้รับใบอนุญาต ให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกราย) แล้วยังต้องมีการประเมินสถานการณ์ (แนวโน้มและสถานภาพทั่วไปของการใช้คลื่นความถี่ในมิติต่างๆ) เพื่อพิจารณาในการทำ Refarming โดยใช้หลักเกณฑ์คือ (1) สถานการณ์ใช้คลื่นความถี่ของผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่นหรือไม่เป็นการดำเนินการในลักษณะที่มีการกระจายการใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในกิจการด้านต่างๆ (2) เป็นกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ใช้คลื่นความถี่อย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ประหยัดคุ้มค่าเท่าที่ควร (3) เป็นกรณีที่การได้รับการจัดสรรหรืออนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดหรือจำกัดการแข่งขัน หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในการให้บริการโทรคมนาคมหรือเป็นการกีดกันทางการค้าในกิจการโทรคมนาคม (4) ต้องการดำเนินการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่เพื่อตอบสนองต่อนโยบายในเชิงกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วการประเมินสถานะและการประเมินสถานการณ์การใช้คลื่นความถี่มักมีการจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเป็นการทั่วไป เพราะการกำหนดและจัดสรรความถี่ใหม่มักเกิดผลกระทบต่อผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่รายเดิม และเพื่อที่จะได้ความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ได้มาใช้ปรับปรุงให้เกิดความเป็นธรรม และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ในประเทศไทย

ต่อมาได้มีการแก้ไขกฎหมายโดยในปี พ.ศ.2553 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 รวมทั้งมีการจัดทำแผนแม่บทภายใต้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวในปี พ.ศ.2555 โดยแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ พ.ศ.2555 นั้นได้กำหนดแนวทางการคืนคลื่นความถี่ไว้ โดยให้ผู้ถือครองคืนคลื่นความถี่เมื่อสิ้นสุดอายุการอนุญาต สัมปทานหรือสัญญานั้น หรือกรณีที่ไม่ได้กําหนดอายุการใช้คลื่นความถี่ไว้ กสทช. จะกําหนดเวลาสิ้นสุดการใช้คลื่นความถี่ โดยคํานึงถึงประโยชน์สาธารณะ ความจําเป็นของการประกอบกิจการและการใช้คลื่นความถี่ กล่าวคือกรณีกิจการกระจายเสียงให้มีระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 5 ปี กรณีกิจการโทรทัศน์ให้มีระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 10 ปี กรณีกิจการโทรคมนาคมและกิจการอื่นให้มีระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 15 ปีนับแต่วันที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ใช้บังคับ ทั้งนี้ ไม่เกินกว่าระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่มากขึ้นมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายภาครัฐฯ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการแข่งขันอย่างรุนแรงในภาคธุรกิจเอกชน ทำให้ความต้องการทรัพยากรคลื่นความถี่เป็นปัญหาที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ระบบสื่อสารโทรคมนาคมในปัจจุบันประสบกับปัญหาการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีอย่างจำกัด จนเป็นผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับหน่วยงานภาครัฐฯ เอกชน รวมทั้งในภาคประชาชน ดังนั้นจึงทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลกิจการสื่อสารโทรคมนาคม ต้องพิจารณาการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างเป็นธรรม ให้สามารถรองรับกับความต้องการ และสอดคล้องกับตารางกำหนดคลื่นความถี่ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาการ เรียกคืนคลื่นความถี่ นั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากและเกิดปัญหาขึ้นมากมายหลายครั้งเนื่องจากผู้ที่ได้รับสัมปทานและครอบครองคลื่นความถี่อยู่ไม่ยอมคืนคลื่นให้ก่อนที่จะครบกำหนดสัญญาสัมปทานถึงแม้ว่าตนจะไม่ได้ใช้งานแล้ว แม้ว่าทาง กสทช. จะมี อำนาจเรียกคืนคลื่นความถี่ ที่ไม่มีการใช้งานก็ตามก็ต้องมีการฟ้องร้องเป็นคดีความอยู่หลายครั้งโดยฝ่ายผู้ครอบครองคลื่นความถี่นั้นไม่เห็นด้วยและได้อ้างข้อกฎหมายต่อสู้ เช่นกรณีที่ CAT ฟ้อง กสทช. ที่ออกประกาศเรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรคมนาคมในกรณีสิ้นสุดอายุ การอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาประกอบกิจการโทรคมนาคมทำให้ CAT สูญเสียรายได้จากคลื่น 1800MHz ที่ CAT เชื่อว่าสามารถครอบครองได้ถึงปี 2568 (ตามอายุใบอนุญาตเดิมของ CAT) โดยขอให้เพิกถอนประกาศฯฉบับดังกล่าวพร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายกว่า 2 แสนล้านบาท นอกจากนั้นยังขอให้ กสทช.อนุญาตให้ CAT ใช้คลื่นความถี่ (1800 MHz ที่สัมปทานหมดอายุ) ได้ตลอดไป โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาคืนคลื่นความถี่ฯ หรือแม้กระทั่งในกรณีปัจจุบันที่ กสทช.เล็งเห็นถึงคลื่นความถี่อื่นที่จะสามารถนำมาเปิดประมูลในระยะยาวได้ไม่ว่าจะเป็นคลื่น 2300 MHz ที่อยู่กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ คลื่น 2600 MHz ที่อยู่กับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ทำให้สำนักงาน กสทช. ได้มีการดำเนินการศึกษาแนวทางการนำคลื่นความถี่ย่าน 2300 MHz และ 2600 MHz มาใช้สำหรับการประกอบกิจการโทรคมนาคม และอาจมีการแต่งตั้งคณะทำงานเตรียมการเพื่อเจรจาขอคืนคลื่นความถี่ทั้ง 2 ย่านดังกล่าว รวมถึงย่านอื่นๆ ที่สามารถเจรจาได้เพื่อให้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป รวมถึงการพิจารณาจัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชยการ เรียกคืนคลื่นความถี่ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องดังกล่าวก็อาจจะยืดเยื้อและใช้เวลานานในการเจรจาเพื่อขอคืนคลื่นความถี่ทั้งสองคลื่นจนอาจเป็นไปได้ว่าจะต้องถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาลต่อไป

ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้คณะกรรมการเตรียมความพร้อมด้านดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (บอร์ดดีอี) ได้เตรียมเสนอเพิ่มมาตราใหม่ใน พ.ร.บ. กสทช. ที่กำลังมีการแก้ไขอยู่ในขณะนี้ให้มีอำนาจไกล่เกลี่ยคลื่นได้ด้วยไม่ใช่เพียงการจัดระเบียบ หรือ Refarming เท่านั้น แต่ต้องสามารถจัดวาง แลกความถี่ระหว่างหน่วยงานได้ รวมถึงพิจารณาเรื่องการชดเชยกรณีที่เรียกความถี่คืนเพื่อให้สามารถนำความถี่ที่มีอยู่ทั้งหมดมาจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งเป็นการเปิดทางการจัดสรรด้วยวิถีทางที่หลากหลายมากขึ้นโดยคณะกรรมการได้เสนอประเด็นนี้ต่อกฤษฎีกาแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนการแก้ร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาบทบาทและหน้าที่ตลอดจนอำนาจในการเรียกคืนคลื่นมาจัดระเบียบใหม่ขาดประสิทธิผล โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาในเวลาไม่กี่ปี ขณะที่ผู้ครอบครองคลื่นรายเดิมครอบครองมานานนับสิบปี การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจึงจะเป็นการขยายอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ให้ชัดเจนมากขึ้นจากที่มีอยู่เดิม เพราะมาตราที่มีอยู่ในกฎหมายฉบับปัจจุบันนั้นเป็นเพียงการให้อำนาจบริหารจัดการคลื่นความถี่และการให้ กสทช.จัดการทำแผนแม่บทความถี่เพื่อเป็นพิมพ์เขียวในการบริหารจัดการคลื่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ท่านผู้อ่านคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าหลังจากที่ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ประกาศใช้แล้วจะได้เห็นการเรียกคืนคลื่นจากหน่วยงานหรือองค์กรใดบ้าง เพราะอันที่จริงแล้วปัจจุบันนี้ยังมีหน่วยงานและผู้ประกอบการที่ครอบครองคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่เป็นจำนวนมาก การแก้ไขกฎหมายโดยให้อำนาจเพิ่มเติมแก่ กสทช. ดังกล่าวอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและเด็ดขาดมากขึ้นกับด้วยความเป็นธรรม ประกอบกับหน่วยงานหรือผู้ครอบครองรายต่างๆก็จะต้องใช้คลื่นเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงโดยไม่ใช่ยกข้ออ้างต่างๆเพื่อครอบครองคลื่นความถี่ไว้กับตนเองและโดยที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถนำคลื่นความถี่นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่เพียงใด

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ประมูลคลื่นใดใช้ 4G?

ประมูลคลื่นใดใช้ 4G?

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

เทคโนโลยีทางการสื่อสารและโทรคมนาคมมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญเทียบเท่ากับระดับการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารนั่นก็คือ คลื่นความถี่ที่เหมาะสมเพื่อนำมาใช้ในกิจการโทรคมนาคม แม้ประเทศไทยจะเริ่มใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมแบบ 3G มาได้ไม่นาน แต่คนไทยก็อาจได้ใช้เทคโนโลยีที่มีพัฒนาการและประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก ที่เรียกกันว่าเทคโนโลยีรุ่นที่ 4 หรือ 4G Long Term Evolution (LTE) อย่างเต็มรูปแบบและเนื่องจากปีนี้จะมีการ ประมูลคลื่น ความถี่ซึ่งผู้ที่ประมูลได้สามารถนำเทคโนโลยี 4G มาใช้ได้ บทความฉบับนี้จะได้มาติดตามความคืบหน้าว่าจะมีการ ประมูลคลื่น ความถี่ในย่านใด ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางและเป็นข่าวใหญ่อยู่ในช่วงประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แถลงหลังการประชุมคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2558 ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานว่า คณะกรรมการอนุมัติแผนงานให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เริ่มต้นประมูล 4 จีทันที หลังจาก คสช. ได้มีประกาศเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ให้ชะลอการประมูลออกไป 1 ปี โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม หรืออีก 5 เดือน โดยการประมูล 4จีจะให้ กสทช. จัดสรรคลื่นความถี่ที่เหมาะสมและให้ประโยชน์สูงสุดกับผู้ใช้บริการ ไม่จำเป็นต้องยึดกับคลื่นความถี่ 900 หรือ 1,800 เท่านั้น ส่วนรูปแบบประมูลยังเป็นอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ซึ่งต้องนำมารายงานคณะรัฐมนตรีทุกเดือนหลังจากนี้ จึงให้ กสทช. พิจารณาว่ามีคลื่นไหนที่จะนำมาประมูลได้บ้าง ซึ่ง กสทช.สามารถนำคลื่นตั้งแต่ 900 MHz-2600 MHz มาจัดประมูลได้ทั้งหมดตามความเหมาะสม ซึ่งที่ประชุม กสทช.มีมติให้นำคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบริษัท DPC ซึ่งจะหมดสัมปทานในเดือนกันยายนนี้ออกประมูล 4G ด้วย โดยราคาเริ่มต้นการประมูลจะอยู่ที่ 11,000 ล้านบาทต่อใบอนุญาต แต่ต้องให้สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ที่ได้ว่าจ้างดำเนินการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่อีกครั้ง ขณะที่คลื่นความถี่ 1800 MHz ที่เดิมอยู่ในความครองครองของบริษัท ทรูมูฟ ซึ่งหมดสัญญาสัมปทานกับ CAT แล้วนั้น กสทช.เตรียมประมูลไว้แล้ว โดยจะประมูลใบอนุญาต 2 ใบ ราคาเริ่มต้นที่ 11,600 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมการฯยังได้มีการเสนอให้ ประมูลคลื่น ย่านความถี่ 2600 MHz เนื่องจากมีแบนด์วิธที่มากกว่าคือ 120 MHz ขณะที่คลื่น 1800 MHz มีเพียง 25 MHz ส่วนคลื่น 900 MHz มีเพียง 20 MHz เท่านั้น แต่เนื่องจากปัจจุบันคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz อยู่ในการครอบครองของ อสมท จำกัด (มหาชน) จึงอาจมีปัญหาเรื่องการขอคืนคลื่นดังกล่าว รวมไปถึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้ทาง อสมท. ด้วย เช่นเดียวกับการเสนอให้ ประมูลคลื่น ความถี่ย่าน 2300 MHz อันอยู่ในความครอบครองของ TOT อยู่ในปัจจุบันที่อาจเกิดปัญหาเดียวกัน ซึ่งการเรียกคืนความถี่ย่านดังกล่าวอาจต้องใช้วิธีการทางศาลซึ่งใช้ระยะเวลานาน ทาง กสทช. จึงมีความเห็นว่าอาจจะไม่สามารถเตรียมการ ประมูลคลื่น อื่นนอกจากคลื่น 900 MHz และคลื่น 1800 MHz ได้เนื่องจากไม่ได้อยู่ในแผนงานมาก่อน

ฝ่ายที่สนับสนุนเห็นว่าการใช้คลื่นความถี่ 2600 MHz นั้นจะช่วยรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการที่มีมากขึ้นเพราะต่อไปมีจำนวนผู้ใช้ Data มากขึ้นเรื่อยๆ ความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน เพราะทั้ง 2 ย่านรวมกันมีแบนด์วิธ 45 MHz เท่านั้น ความถี่ย่าน 2600 MHz มีแบนด์วิธที่ว่างอยู่ และ อสมท. ไม่ได้ใช้งาน และมีแบนด์วิธมากถึง 128 MHz ดังนั้น จึงเป็นความถี่ที่เหมาะสม และเพียงพอสำหรับการเดินตามนโยบาย Digital Economy ของประเทศ แต่ฝ่ายที่คัดค้านเห็นว่าคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz อาจไม่เหมาะกับการเอามาประมูลทำบริการมือถือ 4G เพราะความถี่ย่านนี้ใช้งานด้านรับส่งข้อมูลเป็นหลักและมีประสิทธิภาพการใช้งานด้านเสียงต่ำ นอกจากนี้อุปกรณ์เครื่องที่รองรับได้มีน้อยกว่าคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จึงมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้พิจารณาแล้วพบว่า “การทำสัญญาสัมปทานของ อสมท บนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เกิดขึ้น ในปี 2554 หลังจากที่มี พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 การจัดสรรคลื่นความถี่ต้องเป็นระบบใบอนุญาตโดย กสทช.เท่านั้น การกระทำของ อสมท. จึงขัดต่อกฎหมาย แต่ อสมท. ก็ใช้สิทธิยื่นข้อโต้แย้งมาที่ กสท. ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะทำงานร่วมระหว่าง กสท.และ กทค.คาดจะรู้ผลใน 1-2 เดือน” นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. กล่าวในประเด็นนี้

สำหรับคุณสมบัติของแอลทีอี (LTE) หรือ 4G นั้นจะมีความเร็วมากกว่ายุค 3G ถึง 10 เท่า โดยมีความสามารถในการส่งถ่ายข้อมูลอย่างน้อย 100 Mbps และมีความเร็วสูงสุดถึง 1 Gbps ซึ่งในยุค 4G นี้ถือว่าเป็นยุคที่ถูกพัฒนาก้าวมาอีกขั้น ตอบสนองการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สายดีขึ้น สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเดิม และสามารถใช้โปรแกรมมัลติมีเดียได้อย่างเต็มที่ เช่น การสนทนาผ่านโปรแกรมต่างๆ ในระดับความคมชัดสูง โหลดหนัง ฟังเพลง ได้โดยไม่สะดุด และยังสามารถอัปโหลด-ดาวน์โหลดข้อมูลที่มีขนาดไฟล์ใหญ่โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน โดย 4G จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่ช่วยสนับสนุนให้นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย จะเกิดการซื้อขายในรูปแบบใหม่ทางอินเตอร์เน็ต ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้จีดีพีของประเทศไทยเติบโต ทั้งยังสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ รวมถึงการรองรับข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น

ในส่วนภาครัฐสิ่งที่ได้จากการประมูล 4G คือเงินรายได้ที่จะนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ทำให้เกิดการพัฒนายกระดับคุณภาพมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานเทียบเท่าระดับสากล เกิดการจ้างงาน ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ หากโชคดีกว่านั้น ไทยจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และการมีโอกาสในเทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึง (Access) เชื่อมต่อ (Connectivity) และทำให้การบริการหรือข้อมูลเป็นระบบดิจิทัล (Digitization) กระตุ้นให้ระบบนิเวศด้านนวัตกรรมมีพลวัตเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องด้วย

ในเรื่องของการจัด ประมูลคลื่น ความถี่ดังกล่าว ประเด็นที่ควรคำนึงถึงคือการกำหนดราคาขั้นต่ำการประมูลใบอนุญาตที่เป็นสิ่งสำคัญเพราะการตั้งราคาที่เหมาะสมย่อมจะก่อให้เกิดผลดีกับรัฐเองและย่อมส่งผลดีมาถึงประชาชนด้วย จึงควรมีการตั้งราคาขั้นต่ำการประมูลที่เหมาะสมโดยไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป โดยมีผู้เสนอความเห็นในประเด็นนี้หลายราย เช่นบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ซึ่งประสงค์จะเข้าร่วมประมูลด้วยและเตรียมเสนอกรอบการประมูลในส่วนของ CAT เองต่อคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดย CAT มองว่าการประมูล 4G นั้น ใบอนุญาตควรเริ่มต้นที่ใบละ 5,000 ล้านบาท เพราะยิ่งราคาแพงผลกระทบก็จะตกกับผู้บริโภคเนื่องจากราคาใบอนุญาตก็คือต้นทุนขาหนึ่งที่ต้องรวมไปกับการให้บริการและคิดค่าบริการในอนาคต นอกจากนี้ควรต้องกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับเพดานค่าบริการ เพื่อเป็นหลักประกันขั้นต่ำว่าไม่ว่าเอกชนรายใดที่จะเข้ามาประมูล จะต้องทำให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการที่มีราคาถูกและมีคุณภาพดีตั้งแต่ก่อนจะประมูล นอกจากนี้สมควรที่จะวางมาตรการกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่ทั้งหมดของผู้ประกอบการแต่ละรายโดยอาจจะตรวจสอบสถานะของผู้เข้าร่วมประมูลและเปิดโอกาสให้บริษัทหน้าใหม่เข้าร่วม เพื่อป้องกันการผูกขาดและลดการกักตุนหรือถือครองคลื่นความถี่โดยไม่ได้ใช้งานให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งสร้างความโปร่งใสให้กับการประมูลและมีตัวเลือกสำหรับผู้ใช้บริการมากขึ้นด้วย

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ค่าโทร ใน-นอกเครือข่ายต่างกัน??

ค่าโทร ใน-นอกเครือข่ายต่างกัน??

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ผู้อ่านหลายท่านอาจจะไม่ได้สังเกตว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างออกแพคเกจ ค่าโทร ในเครือข่ายเดียวกันถูกกว่าโทรนอกเครือข่าย ขณะที่ผู้ใช้บริการก็มักจะไม่ทราบว่าบรรดาเลขหมายที่โทรออกไปนั้นอยู่ภายในหรือนอกเครือข่าย บทความฉบับนี้จะได้วิเคราะห์ข้อกฎหมายกันว่า ค่าโทร ในเครือข่ายกับโทรนอกเครือข่ายนั้นจะต่างกันได้หรือไม่

การที่บรรดาค่ายโทรศัพท์มือถือกำหนดให้เป็นเช่นนั้นก็เนื่องมาจาก ในการโทรข้ามโครงข่ายนั้นจะมีอัตราค่าเชื่อมต่อข้ามโครงข่ายหรือ Interconnection Charge หรือ ค่า IC ซึ่งเป็นการคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายเพื่อให้โครงข่ายฝ่ายรับได้รับผลประโยชน์จากการติดต่อสื่อสารในครั้งนั้นด้วย โดยทางโครงข่ายต้นทางจะเป็นผู้จ่ายค่า IC ให้กับโครงข่ายฝ่ายรับ ซึ่งจะส่งผลในทางอ้อมกับผู้ใช้บริการโครงข่ายเพราะต้นทุนค่าติดต่อสื่อสารจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ค่าใช้บริการอาจจะต้องเพิ่มตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีประกาศ กทช. (ซึ่งก็คือ กสทช. ในปัจจุบัน) กำหนดให้ผู้ประกอบการคิดค่าบริการโทรใน-นอกเครือข่ายราคาเดียว โดยสาระหลักของคำสั่งดังกล่าวที่มีการออกในยุคของ กทช. ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 คือ ห้ามผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมดำเนินการจัดทำรายการส่งเสริมการขายในลักษณะที่มีการเรียกเก็บค่าใช้บริการโทรคมนาคมจากผู้ใช้บริการของตนในอัตราที่แตกต่างกันสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในโครงข่าย (On-net) และการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างโครงข่าย (Off-net) โดยหากพบว่าผู้ประกอบกิจการรายใดฝ่าฝืน ให้สำนักงาน กสทช. กำหนดมาตรการบังคับทางปกครอง เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดโดยเคร่งครัดต่อไป

ประกาศดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการโครงข่ายโทรศัพท์หลายรายเช่น บริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2555 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของ กสทช. ที่ห้ามเรียกเก็บเงินค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมจากผู้ใช้บริการในอัตราที่แตกต่างกันสำหรับบริการโทรคมนาคมลักษณะหรือประเภทเดียวกันดังกล่าวข้างต้น โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้นศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าคำสั่ง กสทช. กรณีดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะเหตุว่าการที่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเรียกเก็บค่าบริการโทรคมนาคมในอัตราที่แตกต่างกันระหว่างการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในโครงข่าย (On-net) กับการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างโครงข่าย (Off-net) เป็นการขัดต่อมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 และข้อ 17 ของประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง อัตราขั้นสูงของค่าบริการและการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 19/2553 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 เรื่อง ห้ามเก็บค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมจากผู้ใช้บริการในอัตราที่แตกต่างกันสำหรับบริการโทรคมนาคมลักษณะหรือประเภทเดียวกัน โดยข้ออ้างอื่นๆ ที่บริษัทดิจิตอลบรรยายในฟ้องนั้น ศาลเห็นว่าไม่อาจรับฟังได้

ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณา ในชั้นนี้จึงถือว่าคดีความยังไม่สิ้นสุด แต่ผลของคำพิพากษาของศาลปกครองกลางมีผลว่าคำสั่งของ กทช. ดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้อยู่ และผู้ประกอบกิจการต้องอยู่ใต้บังคับ

นอกจากคดีความของบริษัทดังกล่าวข้างต้นที่ศาลปกครองได้ยกฟ้องไปแล้ว บริษัทผู้ประกอบการรายอื่นๆเช่น บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ก็ได้ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนประกาศดังกล่าวเช่นกัน โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ศาลปกครองกลางก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้องดังเช่นคดีก่อนหน้านี้ โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวของ กทช. ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนประเด็นผลกระทบ และความเสียหายต่างๆ จากการออกคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องกล่าวอ้างนั้นไม่อาจรับฟังได้ โดยศาลชี้ชัดว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ได้มีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบกิจการ แต่ตรงกันข้ามกลับถือเป็นการสนับสนุนให้มีการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ต่อหลักการกำกับดูแลค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมอันเป็นบริการสาธารณะ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในการแข่งขันและเข้าถึงบริการโทรคมนาคมที่มีคุณภาพมากที่สุด

การที่ศาลปกครองกลางเห็นว่าคำสั่งของ กทช. หรือ กสทช. ฉบับดังกล่าวจะเป็นการสนับสนุนให้มีการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้นก็อาจเป็นเพราะเมื่อผู้ประกอบการรายใดสามารถทำได้โดยอาจยอมมีกำไรที่ลดลงเพราะต้องทำให้ค่าบริการนอกโครงข่ายเท่ากับค่าบริการในโครงข่าย ย่อมได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการและมีผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามมีผู้แสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลางว่าคำสั่งดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคในเรื่องของการมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารได้อย่างทั่วถึงโดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นการใช้บริการโทรศัพท์มือถือในโครงข่ายโทรคมนาคมเดียวกันหรือต่างกัน และไม่ก่อให้เกิดข้อจำกัดหรือภาระที่ต้องคอยตรวจสอบว่าเลขหมายปลายทางนั้นเป็นเลขหมายที่อยู่ในโครงข่ายโทรคมนาคมเดียวกันหรือไม่เพราะไม่ว่าจะโทรในโครงข่ายเดียวกันหรือต่างกันก็ไม่มีผลต่ออัตราค่าบริการก็ตาม แต่หากเรามาวิเคราะห์ถึงผลจากการปรับค่าบริการให้เท่ากันทั้งใน-นอกเครือข่ายดังกล่าวแล้วจะพบว่าคำสั่งดังกล่าวอาจจะส่งผลให้ค่าบริการเฉลี่ยทั้งการโทรภายในเครือข่ายและนอกเครือข่ายนั้นสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเพราะผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องปรับลดราคาค่าบริการโทรนอกเครือข่ายให้ลดลงเท่ากับค่าบริการโทรในเครือข่าย ทำให้ค่าบริการโดยรวมสูงขึ้น ผู้ใช้บริการจึงอาจจะต้องจ่ายค่าบริการในเครือข่ายที่สูงเกินควร ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวอาจทำได้โดยการลดค่า IC ลงเพราะหากอัตราค่าไอซียังคงเดิม เมื่อมีการปรับกติกาให้คิดอัตราค่าบริการโทรใน-นอกเครือข่ายเป็นอัตราเดียว การกำหนดราคา ค่าโทร ภายในเครือข่ายต่ำๆ ก็จะทำไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องเป็นการกำหนดอัตรา ค่าโทร แบบเฉลี่ยระหว่างการโทรข้ามเครือข่ายกับภายในเครือข่าย

สำหรับการคิดค่า IC ในประเทศไทย กทช. ได้กำหนดให้ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการเรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมให้เป็นไปตามที่คู่กรณีเจรจาตกลงซึ่งปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ทั้ง 3 ราย ได้ใช้รูปแบบ CNPN (ให้คนโทรออกเป็นคนจ่าย) โดยกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในส่วนการรับสายเรียกเข้าในอัตราประมาณ 45 สตางค์ต่อนาที อันเป็นผลมาจากการปรับลดค่า IC ลงของ กสทช. และการประกาศใช้อัตราขั้นสูงค่าบริการโทรศัพท์มือถือห้ามเกินนาทีละ 99 สตางค์ ซึ่งทำให้ค่า IC หรือค่าเชื่อมโยงโครงข่ายนั้นมีอัตราถูกลง แสดงให้เห็นว่าค่า IC นั้นมีผลต่อค่าบริการมือถือโดยรวม ซึ่งหากในอนาคตมีการปรับแก้ไขปัญหาดังกล่าวย่อมจะส่งผลให้ค่าบริการโทรศัพท์ถูกลงมากขึ้นอันจะส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการในประเทศไทยต่อไป

Source : http://telecomjournalthailand.com/

เช็คก่อนแชร์!

เช็คก่อนแชร์!

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

เมื่อไม่กี่วันมานี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ออกมากล่าวถึงผลการสำรวจสถิติของไอซีที ที่พบว่าปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ใช้แอพพลิเคชั่น“ไลน์” ประมาณ 33 ล้านคน โดยมีการส่งข้อความวันละเกือบ 40 ล้านข้อความ และได้แจ้งว่ากระทรวงไอซีทีสามารถสอดส่องตรวจดูได้หมดว่ามีการส่งต่อข้อความประเภทไหนบ้างในแอพพลิเคชั่น“ไลน์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความหมิ่นประมาท ข้อความหมิ่นสถาบันและข้อความที่มีผลกระทบด้านความมั่นคงซึ่งจะถูกจับตาเป็นพิเศษ ต่อมาทางด้านบริษัท LINE ประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า LINE ยืนยันว่าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้ได้ซึ่งถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล และในทางสากลก็มีกฎหมายละเมิดสิทธิของผู้ใช้ LINE คุ้มครองอยู่ หากทางการไทยประสานมาที่ LINE ประเทศไทยเพื่อจะขอข้อมูลผู้ใช้ก็จะต้องมีหมายศาลมาที่ทาง LINE และติดต่อไปที่ LINE ประเทศญี่ปุ่นหรือบริษัทแม่ก่อน แต่ยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทแม่ด้วยว่าจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ได้หรือไม่ ทั้งนี้เพราะบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทต่างชาติ การที่จะขอข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้จึงจะมีหลายขั้นตอนในการติดต่อระหว่างประเทศ อีกทั้งนโยบายความเป็นส่วนตัวที่ทางไลน์แจ้งไว้กับผู้ใช้ก็ระบุชัดเจนว่าจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวใดๆของผู้ใช้หากไม่ได้รับความยินยอมอีกด้วย

ข้อกล่าวอ้างขอทางไลน์ในประเด็นข้อมูลส่วนตัวนั้นก็ถูกต้องอยู่และมีกฎหมายไทยรองรับว่า ผู้ใช้บริการย่อมได้รับความคุ้มครองในสิทธิความเป็นส่วนตัวหรือสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เคยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในมาตรา 35 ซึ่งบัญญัติว่า “สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

จากกรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแง่มุมในการใช้เครื่องมือเพื่อสื่อสารในโลกออนไลน์ทั้งสองด้านได้เป็นอย่างดี กล่าวคือทางผู้ที่ตรวจสอบควบคุมไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมายก็จะต้องคอยติดตามและหาหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดเพราะปัจจุบันแต่ละวันมีการส่งข้อความประเภทนี้จำนวนมากเช่นกัน ส่วนที่ไลน์ประเทศไทยออกมากล่าวเช่นนั้นก็น่าจะเป็นเพราะว่าตามหลักสากลแล้วในสังคมเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน (As a Right of the Person) โดยการกำกับดูแลสิทธิส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองความเสี่ยงประเภทต่างๆ ในระบบการทำธุรกิจ เพื่อที่จะสามารถให้ความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัย การรักษาข้อมูล หลักในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งทางบริษัทไลน์ย่อมยึดถือเรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญในการให้บริการ

อย่างไรก็ตามไม่ว่าการขอตรวจสอบข้อมูลจากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมดูแลดังกล่าวจะสามารถทำได้หรือไม่ ผู้ใช้บริการพึงระมัดระวังในการที่จะส่งต่อข้อมูล Social Media ใดๆทางออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการแชร์เรื่องราวจาก Facebook  หรือแม้กระทั่งการส่งข้อความต่อกันทางไลน์โดยควรจะตรวจสอบก่อนว่าเรื่องดังกล่าวนั้นมีแหล่งที่มาจากไหนและมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด เพราะการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จและก่อให้เกิดความเสียหาย หลอกลวง ปล่อยข่าวลือให้เกิดความตื่นตระหนกต่อสาธารณะ หรือนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นมาเผยแพร่จนทำให้เกิดความเสียหาย อาจมีความผิดตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ที่ห้ามนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน ข้อมูลอันเป็นเท็จที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือทำให้เกิดความตื่นตระหนกกับประชาชน ข้อมูลที่ผิดกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงและการก่อการร้าย และข้อมูลที่เป็นเรื่องลามกอนาจาร โดยจะมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงมาตรา 16 ซึ่งเป็นความผิดอันเนื่องมาจากการนำภาพของผู้อื่นมาตัดแต่งต่อเติมแล้วเผยแพร่ในลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นได้รับความเสียหาย อับอาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง มีโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้การกระทำดังกล่าวยังอาจมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย ทำให้ผู้ที่เผยแพร่นั้นโดนฟ้องเป็นคดีอาญาได้ ขณะที่สื่อมวลชนซึ่งทำการเผยแพร่ต่อไปก็ดีหรือผู้ที่ส่งต่อข้อมูลที่เข้าข่ายความผิดข้างต้นก็ดี ถือว่ามีความผิดด้วยและมีโทษเท่ากับตัวการผู้ผลิตข้อมูลดังกล่าว เนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นความผิดข้างต้นก็มีความผิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากใครได้รับการส่งต่อข้อความประเภทนี้ สามารถนำข้อความนั้นไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้กระทรวงไอซีทีดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ในการไปตรวจสอบหาต้นตอที่ส่งมาได้  ส่วนกรณีที่หากมีการจับกุมแล้วผู้ต้องสงสัยอ้างว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” นั้นอาจจะฟังได้ยากเพราะตามกฎหมายแล้วถือว่าเป็นคนที่สมรู้ร่วมคิด ดังนั้นทางที่ดีทุกคนไม่ควรส่งต่อข้อความที่สุ่มเสี่ยงและอาจจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวหรือข้อความที่มีลักษณะพาดพิงถึงบุคคลที่สามที่อาจทำให้ได้รับความเสียหายได้

นอกจากการส่งต่อหรือเผยแพร่ข้อความที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายข้างต้นแล้ว ด้วยในยุคสมัยที่ข้อมูลต่างๆถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่ายผ่านทางสื่อออนไลน์ ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือการใช้ “สื่อสังคมออนไลน์” (Social Media) เพื่อจุดกระแสบางอย่างในสังคม หากแต่มิได้ทำอย่างตรงไปตรงมาจนหลายครั้งทำให้ผู้รับสื่อเกิดความสับสน ไม่เว้นแม้กระทั่งสื่อหลักทั้งไทยและต่างประเทศ ที่นำไปขยายความต่อโดยอาจจะไม่ได้ตรวจสอบต้นตอหรือจุดประสงค์ให้ดีเสียก่อน ซึ่งเมื่อเผยแพร่ออกไปแล้วอาจเกิดความเข้าใจผิดๆได้ โดยที่เห็นกันบ่อยๆเช่นกลยุทธ์การโฆษณาแบบ “ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง” (Viral Marketing) หรือการสร้างกระแสขึ้นมาสักอย่างหนึ่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่เมื่อผู้รับสื่อเห็นแล้วก็จะนำไปบอกต่อกับคนอื่นๆโดยไม่ว่าจะบอกต่อในแง่ใดก็ตาม การใช้กลยุทธ์โฆษณาแบบไวรัลมาร์เก็ตติ้งนี้ในหลายกรณีแม้จะไม่ผิดในแง่กฎหมาย แต่ก็ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและการนำเสนอที่ชวนให้คนเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นคนเสพสื่อออนไลน์ในยุคนี้จึงต้องใช้วิจารณญาณขั้นสูงก่อนแชร์ข้อมูลออกไป เพราะข่าวสารแต่ละเนื้อหาบนโลกอินเทอร์เน็ตเชื่อถือได้ยากมากขึ้น แม้จะมีทั้งให้ข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แต่ก็ยังมีอีกหลายเนื้อหาที่แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมในการปล่อยข่าวเพื่อโจมตีทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้ร้ายบุคคลอื่นจนอาจทำให้เราหลงเชื่อไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้นผู้ใช้บริการควรตรวจสอบข้อมูลจากสื่อหลายๆแหล่งหรือตรวจสอบที่มาของข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะหลงเชื่อ รวมทั้งไม่ส่งต่อหรือเผยแพร่ข้อมูลในทันทีจนกว่าจะมีการยืนยันจากแหล่งที่น่าเชื่อถือว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแชร์โดยไม่ได้ตรวจสอบ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลเสียให้เรารับรู้ข้อมูลแบบผิดๆแล้วยังจะเป็นการส่งต่อข้อมูลผิดๆเหล่านั้นไปให้ผู้อื่นหลายคน และที่สำคัญก็คือทำให้เรากลายเป็นผู้ทำผิดตามกฎหมายไปอีกด้วย

Source : http://telecomjournalthailand.com/

คิดค่าโทรเป็นวินาที

คิดค่าโทรเป็นวินาที

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้หลายท่านอาจจะได้ทราบข่าวที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติเห็นชอบให้มีการแก้กฎหมายเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างการคิดราคาค่าใช้บริการโทรศัพท์มือถือ จากฐานจากการคิดบริการปัดเศษเป็นนาที เป็นการคิดตามจริงเป็นวินาทีและเตรียมส่งเรื่องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบในหลักการดังกล่าวด้วยแล้ว ส่วนทางด้านสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะผู้กำกับดูแลผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ได้เรียกหารือกับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 รายได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการคิดค่าโทรศัพท์ปัดเศษวินาทีเป็นนาทีซึ่งผู้ประกอบการได้ปฏิบัติแนวทางนี้มาโดยตลอด โดยได้ข้อสรุปว่า ให้ผู้ประกอบการต้องออกโปรโมชั่นการคิดค่าโทรศัพท์เป็นวินาทีให้ประชาชนเลือกเปลี่ยนแพกเกจได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2558

หลังจากที่เรื่องดังกล่าวมีการกล่าวอ้างและหยิบยกขึ้นมาว่าประชาชนทั่วไปที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งในระบบเติมเงินรายเดือนนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าโทรศัพท์แบบกินเปล่าไปฟรีๆถึง เดือนละ 3,591 ล้านบาท หรือ ปีละ 43,092 ล้านบาท และจากการสำรวจการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ค่าบริการในระบบเติมเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 341 บาทต่อเดือน ส่วนระบบรายเดือนอยู่ที่ 716 บาท ถ้าเฉลี่ยทั้งสองระบบมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 415 บาทต่อเดือน โดยค่าโทรระบบเติมเงินอยู่ที่ 1.20 บาทต่อนาที ระบบรายเดือนอยู่ที่ 1.70 บาทต่อนาที เฉลี่ยทั้งสองระบบค่าโทรอยู่ที่ 1.30 บาท ทำให้รายได้ของผู้ให้บริการมือถือ 3 ราย ได้แก่ ทรู มีรายได้รวมปี 56 อยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านบาท ดีแทคมีรายได้ 9.4 หมื่นล้านบาท และเอไอเอสมีรายได้ 1.4 แสนล้านบาท ต่อมาทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้จัดทำรายงานนำเสนอหลักการกำหนดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานจริงเป็นวินาทีให้กับ สปช. พิจารณาเพื่อแก้ไขการคิดค่าบริการโทรศัพท์เกินจริงดังกล่าว

ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาการคิดค่าบริการของต่างประเทศเช่น การคิดค่าบริการมือถือของสหภาพยุโรป (EU) มีข้อกำหนดเรื่องการคิดค่าบริการข้ามแดนอัตโนมัติ (Roaming) โดยคิดค่าโทรขั้นต่ำที่ 30 วินาทีแรก จากนั้นตั้งแต่วินาทีที่ 31 เป็นต้นไปให้คิดค่าโทรตามระยะเวลาการใช้งานจริงเป็นวินาทีทั้งหมด แต่ในทางกลับกันพบว่าประเทศไทยมีการคิดค่าบริการเป็นนาที โดยมีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลงทะเบียนในปัจจุบัน 100 ล้านเลขหมาย ซึ่งจะได้รับผลกระทบทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่จะใช้บริการเกิน 1 นาที และมีเศษวินาที โอกาสที่โทรลงตัวครบ 1 นาทีคิดเป็น 1 ใน 60 เท่านั้น และมีถึง 99% ที่โทรเป็นวินาทีที่ถูกปรับเศษเป็นนาทีทั้งหมด จึงประเมินว่าทุกวันจะมีการใช้งานที่ถูกปรับเศษวินาทีเป็นนาที เกิน 100 ล้านนาที รวมต่อเดือนกว่า 3,000 ล้านนาที ทำให้ผู้ประกอบการมือถือได้รับรายได้ส่วนเกินมากกว่า 4,500 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นปีมากกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท

แนวคิดดังกล่าวส่งผลมีข้อสนอให้ทาง กสทช. ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 โดยอาศัยมาตรา 31 วรรคสอง ให้ออกคำสั่งห้ามผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียง คิดค่าบริการโดยปัดเศษวินาทีขึ้นเป็นหนึ่งนาที เนื่องจากเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคและเร่งออกประกาศหรือหลักเกณฑ์ว่าด้วยการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่อาศัยการใช้งานเครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควรหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมาย กสทช. พ.ศ.2553 มาตรา 27 (9) ออกหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียง คิดค่าบริการตามระยะเวลาที่ใช้งานจริงเป็นวินาทีโดยไม่ปัดเศษเป็นนาทีเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภค

ยังมีผู้ที่เสนอต่อไปอีกว่านโยบายดังกล่าวไม่ควรแต่เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนโปรโมชั่นชั่วคราวเท่านั้น แต่จะต้องเปลี่ยนระบบอย่างถาวรโดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างราคาค่าบริการซึ่งจะต้องมีการปรับระบบซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และระบบบิลลิ่ง (Billing System) ใหม่ซึ่งคาดว่าสามารถทำได้ภายใน 2-3 เดือน อีกทั้งต้องดูกระแสการตอบรับของประชาชนว่ามีผู้สนใจเปลี่ยนแพกเกจมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ควรสนับสนุนให้มีการตั้งองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมากำกับดูแลในอนาคต เพราะถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค อีกทั้งการดำเนินการด้านกิจการโทรคมนาคมใดๆ จะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ซึ่งในเบื้องต้นหากมีการเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่นเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ได้จริงจะช่วยประหยัดค่าโทรได้วันละ 1 นาที คิดเป็น 1.33 บาท ใน 1 เดือน ประหยัดได้ 40 บาทต่อคน เมื่อประเทศไทยมีหมายเลขโทรศัพท์ 94 ล้านเลขหมาย จะประหยัดเงินได้เดือนละ 3,591 ล้านบาท หรือปีละ 43,092 ล้านบาทเลยทีเดียว แต่สิ่งที่สำคัญในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในเรื่องค่าบริการโทรศัพท์ครั้งใหญ่นี้คือการได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย ซึ่งหากร่วมมือก็สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องผ่านกระบวนการใดๆ แต่ถ้าหากทางผู้ประกอบการไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างดังกล่าว ก็อาจจำเป็นที่จะต้องออกกฎเป็นคำสั่งทางปกครอง ภายใต้การออกประกาศของ กสทช. ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการได้ แต่โดยหลักถ้าทุกโอปอเรเตอร์ปรับมาตรฐานการให้บริการ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายมาบังคับแต่อย่างใด

เมื่อเรามาพิจารณาในหลายๆประเทศแล้วจะเห็นได้ว่ามีระบบการคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่จะคิดค่าโทรเป็นนาที แต่ในหลายประเทศก็คิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที เช่นในประเทศไต้หวันจะมีการเก็บค่าบริการโทรในประเทศคิดเป็นนาที แต่ค่าบริการเซลลูล่าร์อาจคิดเป็นนาทีหรือวินาที ขึ้นอยู่กับโอปอเรเตอร์และแพกเกจ ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นคิดค่าโทรในประเทศแบบเหมาจ่ายรายเดือน (Flat-Rate) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการคิดค่าโทรในแต่ละครั้ง หากมองอีกด้านในแง่ของการเปลี่ยนโครงสร้างระบบการจัดเก็บค่าบริการดังกล่าว การใช้โรมมิ่งในต่างประเทศนั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้เพราะต่างประเทศส่วนใหญ่ จัดเก็บค่าบริการโทรศัพท์เป็นแบบนาที เมื่อคนไทยเดินทางอออกไปนอกประเทศและใช้ระบบโรมมิ่ง จะเกิดความยุ่งยากซับซ้อนในการเก็บค่าบริการ อันเป็นปัญหาที่จะต้องช่วยกันหาทางแก้กันต่อไปหากมีการปรับเปลี่ยนระบบอย่างเต็มรูปแบบ

Source : http://telecomjournalthailand.com/

E-Payment

E-Payment

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ผู้อ่านหลายท่านอาจจะได้ยินข่าวที่ทาง บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT Telecom) เปิดเผยว่าบริษัทมีมีมติให้จัดตั้งธุรกิจร่วมค้าและการทำระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และธุรกรรมทางออนไลน์อย่างครบวงจร หรือ เพย์เม้นท์ เกตเวย์ (Payment Gateway) โดยจะดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบกิจการจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยและคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 3 ปีนี้โดยจะเจาะทั้งธุรกิจภาครัฐไปยังเอกชน (G2C) ธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และธุรกิจถึงกลุ่มผู้บริโภค (B2C) เนื่องจากยังไม่มีองค์กรภาครัฐให้บริการประเภทนี้ ธุรกิจนี้จะต้องทำร่วมกับหุ้นส่วนหรือพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความปลอดภัยและน่าเชื่อถือเป็นหลัก แนวคิดดังกล่าวสืบเนื่องมาจากธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ที่มีอัตราเติบโตสูง อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายดิจิตอล อีโคโนมีของรัฐบาลอีกด้วย อย่างไรก็ตาม CAT ยังตั้งเป้าหมายว่าจะมีรายได้จากธุรกิจเพย์เม้นท์ประมาณ 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี ซึ่งตลาดออนไลน์เพย์เม้นท์ปัจจุบันมีมูลค่าราวหมื่นล้านบาทต่อปี

จากข่าวดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Payment นั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ แต่หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าระบบดังกล่าวคืออะไรและมีขั้นตอนการทำงานที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับเราได้อย่างไร บทความฉบับนี้จะได้เผยแพร่ความรู้ในประเด็นนี้ ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Payment System  คือ กระบวนการส่งมอบหรือโอนสื่อการชำระเงินเพื่อชำระราคาโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม โทรสาร โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ในยุคปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเตอร์เน็ตกำลังได้รับความนิยมอย่างมากโดยมีทั้งธนาคารและผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ให้บริการดังกล่าว ส่วน Payment Gateway นั้นคือบริการที่ให้ Website สามารถรับชำระค่าบริการธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ผ่านบัตรเครดิตได้ แต่เดิมแล้วบริการ Payment Gateway จะให้บริการผ่านทางธนาคารต่างๆ แต่เนื่องจากความยุ่งยากในการเดินเรื่องเอกสารกับทางธนาคาร ไม่ว่าจะการทำรอบบัญชี การวางวงเงินประกัน การต้องเป็นบริษัทจดทะเบียนต่างๆ  ทำให้การเปิด Payment Gateway กับธนาคารมักจะเป็นที่ยุ่งยากสำหรับ Website ขนาดเล็กๆแนวคิดดังกล่าวจึงทำให้มีการเปิด Payment Gateway แทนธนาคารดังกล่าวโดยการทำหน้าที่เป็นตัวกลาง แทนที่เราจะไปติดต่อกับทางธนาคารเอง ก็ให้ทำการติดต่อผ่าน Payment Gateway ของเว็บไซต์ตัวแทนนั้นๆ แทน สิ่งที่เราจะได้รับก็คือความสะดวก รวดเร็ว แต่ก็จะมีการหักค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าของธนาคารเล็กน้อย ผู้บริโภคจึงมีทางเลือกว่าจะทำธุรกรรมทางการเงินผ่านธนาคารหรือบริษัทที่เป็นคนกลางก็ได้

ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ได้อาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์  พ.ศ.2551  และประกาศกระทรวงการคลังเรื่องกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58  (การประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์)  โดยธุรกิจ e-Payment ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ประกอบด้วยธุรกิจ  8  ประเภท ได้แก่ การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Money การให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิต การให้บริการเครือข่ายอีดีซี การให้บริการสวิตช์ชิ่งในการชำระเงิน การให้บริการหักบัญชี การให้บริการชำระดุล การให้บริการรับชำระเงินแทนและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดหรือผ่านทางเครือข่าย

เนื่องจากการทำธุรกิจ E-payment หรือ Payment Gateway นี้มีมานานในต่างประเทศเช่นสหรัฐอเมริกานั้น ธุรกิจการชำระเงินในระบบ E-payment มีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อวัน การที่ธุรกรรมแบบดังกล่าวได้รับความนิยมมากก็เนื่องมาจากความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งประหยัดต้นทุนเพราะต้นทุนของ e-Payment มีมูลค่าเพียงครึ่งหนึ่งถึงหนึ่งในสามของต้นทุนของการใช้เงินสด ยกตัวอย่างเช่นในประเทศไอซ์แลนด์นั้น การใช้เงินสดมีต้นทุนสูงถึง US$2.57ต่อรายการ ในขณะที่ การใช้บัตรในการชำระเงินมีต้นทุนเพียง US$0.61 เท่านั้น ส่วนในประเทศไทยนั้นแม้ว่าธุรกิจดังกล่าวจะเพิ่งได้รับความนิยมไม่นานมานี้แต่กลับมีอัตราการใช้ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดยเฉพาะความเร็วของอินเตอร์เน็ตและโครงข่ายระบบที่ออกแบบมารองรับการใช้งาน ไม่เพียงแต่การทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ในตลาด E-Commerce ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ทั้งนี้ผลสำรวจพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ของคนไทยในปี 2557 ที่ผ่านมาพบว่า ตัวเลขการซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่มีมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ โดยมูลค่าเฉลี่ยสูงสุดของการซื้อสินค้าอยู่ที่ 4,000 บาทต่อครั้ง และมูลค่าเฉลี่ยสูงสุดของการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นจำนวนเงินมากถึง 15,000 บาท นอกจากนั้นยังสามารถคาดการณ์ได้ว่าในปีนี้หลังจากมีการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบแล้วการเชื่อมโยงระบบ Payment Gateway กับการทำธุรกิจ E-Commerce ย่อมจะทำได้อย่างสะดวกและเต็มรูปแบบเพื่อเป็นการสร้างทางเลือกและความมั่นใจให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้แล้วนโยบายดังกล่าวยังจะช่วยขยายโอกาสและรองรับในการสร้างระบบการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นกับปรับปรุงมาตรฐานให้ก้าวหน้าเทียบเท่าประเทศอื่นๆ อีกด้วย

อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าเมื่อธุรกรรมการเงินมูลค่าสูงขึ้นเท่าใด ก็ต้องให้ความระมัดระวังเรื่องภัยคุกคามความปลอดภัยทางเทคโนโลยีมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้การใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยโอนเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคารย่อมเสี่ยงต่อการถูกมิจฉาชีพหลอกหลวง โดยอาจจะถูกกรอกข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลการเงินผ่านหน้าเว็บเลียนแบบธนาคาร (“Phishing”) ซึ่งขณะนี้มีการระบาดทางอีเมล์เป็นจำนวนมาก ผู้อ่านจึงต้องตื่นตัวและรู้ทันในเรื่องความปลอดภัยด้วย  โดยในกรณีใช้ผ่านแอพลิเคชั่นของธนาคารนั้น การโหลดหรือติดตั้งดังกล่าวก็ต้องตรวจสอบด้วยว่าใช่แอพลิเคชั่นที่สร้างโดยธนาคารจริงๆ หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้เอง

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ร่างกลุ่มกฎหมายดิจิทัล (ตอนจบ)

ร่างกลุ่มกฎหมายดิจิทัล (ตอนจบ)

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ต่อเนื่องจากประเด็นด้านการแก้กฎหมายกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลในฉบับก่อนหน้านี้ ในฉบับนี้จะเป็นตอนจบที่เราจะได้นำเสนอเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวกับการแก้ไขร่าง “พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม” ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจและเป็นข่าวมากโดยเฉพาะเรื่องการประมูลคลื่นความถี่ที่หลายๆ คนเฝ้าจับตามอง

จากข้อสังเกตของบางฝ่ายที่ได้เคยมีมาในอดีตว่าการแยกบอร์ดใหญ่ออกเป็นสองบอร์ดย่อยของ กสทช. ตามพระราชบัญญัติปี พ.ศ.2553 นั้นเป็นเหตุให้ไม่ค่อยมีการประสานงานกัน ในร่าง พรบ. ฉบับใหม่นี้จึงจะมีการแก้ไขให้รวมกันทำงานเป็นบอร์ดเดียวโดยหวังว่าจะทำให้มีการประสานงานกันและมีการทำงานที่มีความเป็นเอกภาพกันมากยิ่งขึ้น อีกทั้งน่าจะช่วยให้การกำกับดูแลการสื่อสารในยุค convergence ทำได้ดีขึ้น แต่ทาง กสทช.นั้นก็ได้มีความเห็นแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวว่าการที่คณะกรรมการ กสทช. ถูกรวมให้ทำงานเป็นชุดเดียวจำนวน 11 คนนั้น อาจจะเป็นจำนวนที่มากเกินไป จึงควรมีการทบทวนจำนวนองค์ประกอบของคณะกรรมการ กสทช. ให้เหมาะสมด้วย ในขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังโต้แย้งว่าการกำกับดูแลการประกอบกิจการโดยแบ่งออกเป็นสองคณะอาจมีความจำเป็นอยู่ในบางกรณีโดยเฉพาะในส่วนของกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ทั้งนี้เพราะกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เคเบิล ดาวเทียมเพิ่งปรับเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายเข้าสู่กระบวนการรับใบอนุญาตภายใต้กติกาเดียวกัน ประกอบกับการพิจารณาออกใบอนุญาตของกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินรายใหม่ ดังนั้นการกำกับดูแลงานด้านวิทยุและโทรทัศน์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้กฎกติกาต่างๆซึ่งมีบทบาทค่อนข้างมาก จึงต้องมีการสร้างหลักประกันว่าการวางระบบอุตสาหกรรมกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ภายใต้ระบบอนุญาตและการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองต้องไม่สะดุด และองค์กรกำกับดูแลยังคงทำหน้าที่ในการกำกับให้อุตสาหกรรมดังกล่าวเดินหน้าไปอย่างดีได้

นอกจากนี้แล้วร่าง พรบ.ฉบับใหม่ยังกำหนดให้ กสทช. ต้องทำงานภายใต้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อันมีที่มาจากการคัดเลือกกำหนดให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้าน 5 ด้าน คือ ด้าน Hard Infrastructure ด้าน Soft Infrastructure ด้าน Service Infrastructure ด้าน Digital Economy Promotion และด้าน Digital Society and Knowledge โดยกำหนดที่มาของคณะกรรมการจากหลายๆสาขาซึ่งบางส่วนมีที่มาจากฝ่ายการเมือง รวมไปถึงการคัดเลือกกรรมการจากองค์กรเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. เช่นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) หรือบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จึงอาจทำให้เกิดประเด็นเรื่องความเป็นอิสระในการทำงานของคณะกรรมการ กสทช. ที่ควรเป็นหน่วยงานกำกับดูแลซึ่งอิสระ แต่กลับต้องรับนโยบายจากคณะกรรมการดิจิทัลบางคนซึ่งเป็นผู้แทนของบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการ รวมทั้งการพิจารณาเรื่องที่ต้องมีความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสียกัน นอกจากนี้แล้วการเลือกคณะกรรมการที่มาจากฝ่ายการเมืองอาจเอื้อต่อการทุจริตคอรัปชั่นได้ง่าย เนื่องจากไม่มีกลไกการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ จึงมีผู้เสนอเห็นควรให้พิจารณาเรื่องคุณสมบัติของคณะกรรมการให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความขัดแย้งในบทบาทอำนาจหน้าที่ดังกล่าวหรือเสียความเป็นอิสระกับความเป็นกลางของคณะกรรมการ กสทช.

อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญที่มีผู้ออกมาให้ความเห็นอย่างมากน่าจะเป็นเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เรื่องการประมูลคลื่นความถี่โดยกฎหมายฉบับปัจจุบันกำหนดว่าการจัดสรรความถี่กระจายเสียง-โทรทัศน์สำหรับประกอบกิจการทางธุรกิจและความถี่โทรคมนาคมนั้น ให้ใช้วิธี “คัดเลือกด้วยการประมูล” แต่ในกฎหมายใหม่ใช้คำว่า “คัดเลือก” โดยตัดคำว่า “ประมูล” ทิ้งไป โดยจะให้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นผู้พิจารณาแผนบริหารคลื่นความถี่ว่าคลื่นใดเป็นคลื่นเพื่อความมั่นคงและบริการสาธารณะและคลื่นใดเพื่อบริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งคลื่นเพื่อบริการเชิงพาณิชย์นั้นจะเป็นอำนาจของกสทช.ในการจัดสรร โดยการจัดสรรนี้ร่างกฎหมายใหม่ระบุให้ใช้การ “คัดเลือก” ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นการประมูลก็ได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยในกรณีที่จะไม่ให้ประมูลคลื่นความถี่ แม้ว่าในต่างประเทศหลายประเทศนั้นจะใช้วิธีอื่นในการคัดเลือกเช่น ใช้วิธีการจัดสรรคลื่นความถี่แบบ Beauty Contest หรือวิธีการเปรียบเทียบข้อเสนอของผู้ประสงค์จะรับใบอนุญาต โดยตั้งราคากลางแล้วให้ผู้ประกอบการแข่งกันเสนอเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐและผู้บริโภคสูงสุดมาประกอบการพิจารณาให้ใบอนุญาตก็ตาม

ฝ่ายที่เห็นว่าไม่ต้องประมูลก็ได้อ้างว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือประเทศญี่ปุ่น และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างอินโดนีเซีย ซึ่งเคยใช้การจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูล ในปัจจุบันก็ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการจัดสรรแบบ Beauty Contest เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ไม่เห็นด้วยกลับมองว่าวิธีการดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเพราะอาจมีปัญหาด้านการทุจริตตามมาซึ่งต่างจากวิธีประมูลที่มีข้อพิสูจน์ชัดเจน อีกทั้งภาครัฐยังนำเงินจากการประมูลไปใช้บริหารประเทศได้ นอกจากนั้นวิธีการคัดเลือกยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจว่าจะใช้วิธีการอื่นใดๆก็ได้ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางราย อันจะทำให้ประเทศเสียประโยชน์อย่างมหาศาลและคลื่นความถี่อาจตกไปอยู่ในมือผู้ที่ไม่ได้มีศักยภาพสูงสุด

เกี่ยวกับความคืบหน้าการจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่นั้น หลังจากที่ คสช. ออกคำสั่งฉบับที่ 94/2557 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ให้ กสทช. ชะลอการประมูลคลื่น 4G ออกไป 1 ปี เพื่อแก้ไขกฎระเบียบทั้งหลายให้โปร่งใสและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ขณะนี้ใกล้ครบกำหนดเวลาที่ขยายออกไปแล้ว ทาง กสทช. รวมไปถึงรัฐมนตรี ICT ได้ออกมาแจ้งความคืบหน้าดังกล่าวว่าการประมูล 4 จี บนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ จะเดินหน้าประมูลแน่นอน โดยหาก คสช. และคณะกรรมการด้านเตรียมความพร้อมดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเห็นชอบให้เดินหน้าประมูลได้ก่อนครบกำหนด กสทช.ก็จะใช้เวลาเตรียมการ 3-4 เดือน ในเรื่องนี้ยังมีข้อพึงพิจารณาว่าหากมีการจัดประมูล 4G ก่อนกลุ่มร่างกฎหมายดิจิทัลบังคับใช้ก็จะต้องใช้วิธีการประมูลตามกฎหมายปัจจุบัน แต่หากร่างกฎหมายฉบับใหม่ออกมาก่อนก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการได้ตามที่กล่าวข้างต้น

ทั้งนี้ผลการศึกษาของสหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ (ITU) และธนาคารโลก (World Bank) บ่งชี้ว่าการเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทุก 10% ของประชากร จะทำให้ระบบเศรษฐกิจโตขึ้น 1.38% ของจีดีพี ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเศรษฐกิจถึง 3.6% เพราะการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะทำให้ต้นทุนทางธุรกิจถูกลง ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร นั่นเป็นเพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุค Internet of Things และ M to M (Machine to Machine) ให้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อ สั่งการกันได้เองโดยไม่ต้องผ่านคน ขณะที่บางประเทศกำลังทดลองระบบ 5G ส่วนจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ก็จับมือกันแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เพื่อสร้าง “มาตรฐานร่วม 4G แห่งเอเชีย” ให้รับส่งข้อมูลได้ 100 เมกะบิตต่อวินาที ดังนั้นจะเป็นการดีสำหรับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะจัดให้มีการประมูลคลื่น 4G โดยเร็วเพื่อให้ก้าวทันประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน เพราะในปัจจุบันความต้องการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายโทรคมนาคมที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงทั้งในด้านความรวดเร็วและคุณภาพของสัญญาณมีมากขึ้น ซึ่งจะช่วยตอบสนองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีคุณภาพสูง ดังนั้น ความช้าหรือเร็วในการเกิดขึ้นของบริการโทรคมนาคมบนเครือข่าย 4G จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ร่างกลุ่มกฎหมายดิจิทัล (ตอนที่ 2)

ร่างกลุ่มกฎหมายดิจิทัล (ตอนที่ 2)

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในฉบับที่แล้วเราได้นำเสนอถึงรายละเอียดของร่างกลุ่มกฎหมายดิจิทัลบางฉบับเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการแก้ไขและร่างกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางไซเบอร์ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงของทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ในฉบับนี้เราจึงจะนำท่านผู้อ่านเจาะลึกกันต่อไปถึงร่างกฎหมายดิจิทัลฉบับอื่นที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพื่อเป็นข้อมูลให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามถึงผลดี ผลเสียหรือผลกระทบข้างเคียงของร่างกฎหมายเหล่านี้

ร่างชุดกฎหมายที่ถูกพูดถึงในสังคมไม่แพ้ร่างชุดกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ได้แก่ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิตอล และร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยแต่ละฉบับมีรายละเอียดที่เป็นประเด็นสำคัญที่จะกล่าวพอเป็นสังเขปต่อไป

ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. … มีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจเป็นรองประธาน ส่วนกรรมการจะประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่วางนโยบายและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลของประเทศ ซึ่งเป็นแผนระดับชาติว่าด้วยเศรษฐกิจดิจิตอล โดยให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้าน 5 ด้าน คือ 1.คณะกรรมการฮาร์ดอินฟราสตรัคเจอร์ 2.คณะกรรมการเซอร์วิสอินฟราสตรัคเจอร์ 3.คณะกรรมการซอฟต์อินฟราสตรัคเจอร์ 4.คณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจ และ 5.คณะกรรมการดิจิตอลเพื่อสังคมและทรัพยากรความรู้

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่…) พ.ศ. …จะกำหนดให้มีการจัดตั้งกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปลี่ยนชื่อมาจากกระทรวงไอซีที แบ่งเป็น 5 ส่วนราชการ คือ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานเศรษฐกิจดิจิตอล กรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยไม่ใช่เพียงแต่เปลี่ยนชื่อกระทรวงเท่านั้นแต่จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ โดยเริ่มต้นจากการปรับแก้กฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการทำงานให้เข้ากับยุคที่เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การบริการ ฯลฯ ถือเป็นการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงานด้วย เช่น องค์การมหาชนคือสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) ที่ต้องเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลภาครัฐทั้งหมดให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ที่ต้องควบคุมสนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงิน การออกกฎหมายข้อบังคับเพื่อแก้ไขการป้องกันการทุจริตทางคอมพิวเตอร์ เพื่อโลกดิจิตอลหนุนให้การค้าขายออนไลน์ (E-Commerce) เติบโตขึ้น ความปลอดภัยและการสร้างความน่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งสององค์การมหาชนรวมกันเป็นสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่ได้เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยตั้งขึ้นตามร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

นอกจากนี้แล้วยังมีหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่ดูแลด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่จัดตั้งขึ้นตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. …. เช่นคณะกรรมการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ ที่ตั้งขึ้นใหม่ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ ที่ตั้งใหม่เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยโอนจากสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA อีกด้วย

ส่วนร่างพระราชบัญญัติที่น่าสนใจและเป็นที่กล่าวถึงอีกฉบับหนึ่งคือร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยรายละเอียดกฎหมายฉบับใหม่นี้ได้มีการปรับแก้อำนาจหน้าที่ของ กสทช. แต่หลักใหญ่ใจความยังเหมือนเดิมคือเน้นการจัดสรรและกำกับดูแลคลื่นความถี่เป็นหลัก โดยประเด็นที่ปรับแก้คือเพิ่มเรื่องว่าแผนแม่บทของ กสทช. จะต้องสอดคล้องกับ “นโยบายและแผนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ของคณะกรรมการดิจิทัลฯ แห่งชาติ และตัดหน้าที่ “ประสานงาน” การบริหารคลื่นความถี่ทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งเปลี่ยนบทบาท “วินิจฉัยและแก้ไขปัญหาคลื่นความถี่รบกวน” มาเป็นการ “ร่วมให้ข้อมูลกับรัฐบาล” แทน นอกจากนี้แล้วร่างกฎหมายฉบับใหม่ยังยกเลิกการแยกสองบอร์ดย่อยคือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) โดยกำหนดให้บอร์ดชุดใหญ่ (กสทช.) ทำหน้าที่แทนทั้งหมดโดยผู้เสนอร่างกฎหมายอาจเห็นว่าการรวมเพื่อให้มีบอร์ดใหญ่เพียงบอร์ดเดียวน่าจะช่วยให้การกำกับดูแลการสื่อสารในยุค convergence ทำได้ดีขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีการเปลี่ยนแปลงการเก็บรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและการประมูล จากเดิมให้ส่งเข้ากองทุน กสทช. ทั้งหมด 100% เปลี่ยนเป็นให้ส่งเข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัล 50% และอีก 50% ส่งเป็นรายได้แผ่นดินอีกด้วย

นอกจากนี้แล้วโครงสร้างอื่นๆก็มีการเปลี่ยนแปลง เช่น มีการยกเลิกองค์กรเดิมแล้วตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาแทนที่โดยมีจุดประสงค์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ยกเลิก “กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” แล้วตั้งเป็น “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” แทน โดยมีรายละเอียดตามร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. …. ซึ่งกองทุนเดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อ “อุดหนุน” ด้านการเข้าถึงบริการ และการพัฒนา-การวิจัย แต่กองทุนใหม่จะเพิ่มเรื่อง “การให้กู้ยืมเงิน” แก่ “หน่วยงานของรัฐและเอกชน” ในด้านที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลเพิ่มมาด้วย

ในส่วนขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อทำหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะได้แก่ คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ) โดยโอนจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องที่เดิมอยู่กับ สพธอ. และจะเป็นหน่วยงานกลางที่ดูแลทั้งพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

เราจึงต้องมาดูกันต่อไปว่าโครงสร้างใหม่นี้จะเหมาะสมต่อภาคธุรกิจและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไรกับจะมีการแก้ไขในชั้น สนช. หรือไม่อย่างไร และการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายในครั้งนี้จะส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัลไปในทิศทางใด ซึ่งทุกภาคส่วนรวมทั้งผู้อ่านทุกท่านควรจะติดตามความคืบหน้าเพราะการออกร่างกลุ่มกฎหมายในครั้งนี้ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านที่เป็นประโยชน์ต่อเราทั้งในทางตรงและในทางอ้อมด้วย

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ร่างกลุ่มกฎหมายดิจิทัล (ตอนที่ 1)

ร่างกลุ่มกฎหมายดิจิทัล (ตอนที่ 1)

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ผู้อ่านหลายท่านคงได้ยินข่าวมาพอสมควรเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลทั้ง 10 ฉบับโดยหลังจากที่ร่างชุด กฎหมายดิจิทัล ทั้ง 10 ฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้วปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนที่จะบรรจุเข้าในระเบียบวาระการประชุมของ สนช. ต่อไปนั้นได้มีฝ่ายต่างๆออกมาแสดงความคิดเห็นโดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับกับไม่เห็นด้วย บทความนี้จึงจะได้กล่าวถึงประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็นกันเป็นตอนๆ ไป

เมื่อเรามาวิเคราะห์ กฎหมายดิจิทัล ใหม่ทั้ง 10 ฉบับแล้วจะแยกกฎหมายออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่เกี่ยวกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิตอล กลุ่มคุ้มครองความมั่นคงทางไซเบอร์และกลุ่มที่แก้ไขโครงสร้างของกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช. โดยกฎหมายทั้ง 10 ฉบับประกอบด้วย 1) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญามากขึ้นรวมถึงการทำธุรกรรมกับต่างประเทศ 2) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อลดปัญหาการกระทำความผิดทั้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ประชาชนทั่วไป ซึ่งต้องใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เพื่อกำหนดฐานกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในอนาคต 3) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อป้องกันปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งปัจจุบันมีการทำสงครามและโจมตีอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 4) ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อคุ้มครองและบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่มีจำนวนมหาศาล โดยตั้งสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ทำหน้าที่คุ้มครองข้อมูลให้กับประชาชน 5) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอล เพื่อส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันในเวทีโลก เนื่องจากธุรกิจปัจจุบันและอนาคตเริ่มเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานของรัฐประเภทองค์การมหาชนเข้าไปช่วยดูแล 6) ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการทำงานรูปแบบการสนับสนุน การให้ทุน ให้กู้ยืม แก่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7) ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เนื่องจากกิจการวิทยุโทรทัศน์และการสื่อสารดาวเทียมได้มีการพัฒนามาก และยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิตอล ดังนั้น เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการการกระจาย กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักจัดสรรคลื่นความถี่ต้องปรับปรุงบทบาท ภารกิจ การกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล 8) ร่าง พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เพื่อทำหน้าที่ผลักดันและพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนดูแลการพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 9) ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้มีคณะกรรมการที่กำกับดูแลด้านดิจิตอลโดยตรง และ 10) ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เพื่อกำหนดให้มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ครอบคลุมการทำงานในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มีมิติของภารกิจและความรับผิดชอบเพิ่มเติมขึ้นจากเดิม

ร่างกฏหมายที่ทำให้เกิดกระแสความคิดเห็นจากหลายๆฝ่ายที่มีทั้งเห็นด้วยและคัดค้านที่เป็นประเด็นมากที่สุดในตอนนี้คงหนีไม่พ้นร่างชุดกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ ฝ่ายที่เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวก็เน้นย้ำในจุดยืนที่ต้องการจะปูพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่ฝ่ายที่คัดค้านเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางไซเบอร์มีเนื้อหาที่อาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเช่น การให้อำนาจหน่วยงานและเจ้าหน้าที่อย่างกว้างขวาง ขาดกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐและกลไกคุ้มครองสิทธิที่ชัดเจน จนคุกคามหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพได้เช่น มาตรา 35(3) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสารในทุกๆทางได้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และในประเด็นความห่วงใยเดียวกันนี้ยังมีมาตรา 10 ของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่ได้ขยายอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงบัญชี คอมพิวเตอร์ และระบบ โดยไม่ต้องขออำนาจศาล อีกทั้งเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ดักจับข้อมูล ยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ อุปกรณ์ ได้ทันทีหากสงสัยว่ามีการกระทำความผิดโดยไม่มีหมายศาลอีกด้วย

หากมาพิจารณาหลักการและเหตุผลของแต่ละฝ่ายโดยละเอียดก็อาจเห็นว่าเป็นการมองต่างมุมที่ให้ความสำคัญในเรื่องที่แตกต่างกันเช่น เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของฝ่ายที่เสนอร่างกฎหมายนี้คือการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเดิมให้สอดคล้องและทันสมัยรวมทั้งออกกฎหมายใหม่เพื่อมารองรับสิ่งใหม่ๆที่กำลังจะมีการพัฒนาเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลโดยเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอดีตและป้องกันปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ที่นับแต่จะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในอนาคต อันจะทำให้ความเสี่ยงในการกระทำความผิดย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย จึงต้องการให้มีการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างจริงจังและสามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ แต่เมื่อร่างกฎหมายฉบับข้างต้นออกมานั้น ฝ่ายที่คัดค้านกลับเห็นว่าไม่แน่ใจว่าเมื่อประกาศใช้จะเอื้อต่อการนำดิจิทัลมาพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจริงเหมือนที่ตั้งเป้าหมายไว้แต่ต้นหรือไม่ แต่กลับสกัดกั้นการเติบโตของเศรษฐกิจเนื่องจากการออกกฎหมายส่อปิดกั้นและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทั่วไป ทำให้เสี่ยงต่อการที่นักลงทุนต่างชาติจะหวั่นเกรงจนไม่กล้าเข้ามาลงทุนหรือลดระดับความสนใจการลงทุนในประเทศไทย

ในขณะนี้ยังคงมีการวิพากษ์วิจารณ์และยังไม่ได้บทสรุปกับเรื่องดังกล่าวเพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่สนับสนุนความคิดเห็นของตน ท่านผู้อ่านคงต้องใช้วิจารณญาณในการชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของเหตุผลทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือการออกกฎหมายใหม่นั้นจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดหรือตรงประเด็นที่เคยเกิดปัญหาบ่อยๆกับไม่เป็นการเหวี่ยงแหครอบคลุมมากเกินไปเพราะการออกกฎหมายหนึ่งฉบับจะมีผลผูกพันระยะยาวและอาจไปกระทบกระเทือนสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนในส่วนอื่น จึงจะมองเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งหรือเพื่อแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งคงไม่ได้ รวมทั้งอาจจะควรมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอย่างรอบด้าน เพื่อไม่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองโดยการปราศจาการถ่วงดุลหรือการคานอำนาจ หรือการให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไป อีกทั้งเพื่อจะได้เอื้อต่อการส่งเสริมและสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริงอีกด้วย

Source : http://telecomjournalthailand.com/

กฎหมาย Digital Economy

กฎหมาย Digital Economy

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล และเร่งรัดการแก้ไขเพิ่มเติมและยกร่างกฎหมายใหม่รวม 13 ฉบับ เพื่อจัดตั้ง “กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม”นั้น ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอข่าวในเรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิตอลหรือ Digital Economy โดยทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้ได้เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อออก พ.ร.บ. ดิจิตอล อีโคโนมี ถือเป็นกฎหมายฉบับหลักในการควบคุมอำนาจและแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อผลักดันดิจิตอลอีโคโนมีทั้งหมด รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องเช่น กฎหมายการพัฒนาดิจิตอลอีโคโนมี   เชื่อมโยงไปถึงรัฐบาลอิเล็กทรอนิคส์ (E-Government) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)   การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมไปถึงการให้แรงสนับสนุนกับภาคเอกชน  เช่น กฎเกณฑ์ส่งเสริมของบีโอไอต่อดิจิตอลอีโคโนมี โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร      เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีนางเมธินี เทพมณี ปลัดกระทรวงไอซีที เป็นเลขานุการ รวมไปถึงได้มีการตั้งคณะกรรมการดำเนินการ 3 คณะ ประกอบด้วย คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ  คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ พ.ศ.2525 และคณะกรรมการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ดิจิตอล อีโคโนมี ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้แล้วยังมีแก้ไขกฎหมายจำนวน 13 ฉบับ เช่น พ.ร.บ. ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลหลายสมัยพยายามผลักดันให้เกิดเพราะจะมีประโยชน์ต่อประชาชนในหลายด้าน เช่น ด้านสาธารณสุข หากแพทย์ทุกโรงพยาบาลสามารถดึงข้อมูลสุขภาพของคนไข้จากข้อมูลกลางได้ก็จะทำให้การรักษาสะดวกและรวดเร็วขึ้น เป็นต้น รวมทั้งยังมีแผนที่จะยกร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจดิจิตอลของประเทศ ปรับปรุง พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2543 ร่างแก้ไข พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2554 ยกร่างกฎกระทรวงเรื่องการแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยกร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมเศรษฐกิจดิจิตอล และปรับปรุงกฎกระทรวงเรื่องการแบ่งส่วนราชการกรมอุตุนิยมวิทยา โดยหลังจากที่มีการแก้กฎหมายดังกล่าวเสร็จ คาดว่าจะทำให้ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการเข้าถึงตลาด ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติให้เพิ่มมากขึ้น เช่น การเสนอให้มีการยกเลิก หรือให้ปรับปรุงการจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนหรือจัดเก็บในอัตราที่สูงเกินไป เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์หรือมาเลเซียก็ไม่มีการจัดเก็บภาษีดังกล่าว

หลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศของเราไม่ได้มีการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการพัฒนาอุตสาหกรรม ICT อย่างบูรณาการในระดับชาติ ซึ่งได้ส่งผลให้ประเทศชาติได้ตกหล่นเป็นอันดับท้ายๆ ของเอเชียและกระทั่งของอาเซียนในมาตรวัดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถทางการแข่งขันทางด้าน ICT

หากพิจารณาในแง่มุมการรองรับทางกฎหมายของต่างประเทศแล้วจะพบว่าได้มีการออกกฎหมายเพื่อปรับใช้กับการดำเนินการทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคดิจิตอล เช่น ประเทศอังกฤษ ได้ออก Digital Economy Act B.E.2010 โดยมีสาระสำคัญคือควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์ การจดทะเบียนผู้ใช้โดเมน ข้อบังคับของบริการทางโทรทัศน์และวิทยุ ข้อบังคับในการใช้สเปคตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น หรืออย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ E-Commerce ซึ่งจะควบคุมในเรื่องของการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของลูกค้าทางออนไลน์  การปฏิบัติตามข้อบังคับในการโฆษณาออนไลน์ การจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ เป็นต้น จะมีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ ซึ่งคล้ายกันกับประเทศออสเตรเลียที่มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ค.ศ. 1999 ที่ออกมาในช่วงแรกๆ เพื่อควบคุมและยอมรับนับถือธุรกรรมที่กระทำโดยอิเล็กทรอนิกส์ว่ามีสภาพเสมอเหมือนกับธุรกรรมที่ทำลงบนกระดาษหรือ Hard Copy ซึ่งจากการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิตอลของต่างประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางธุรกิจและเศรษฐกิจของต่างชาติที่ก้าวไกลไปมากที่ประเทศไทยจะต้องพัฒนาให้เท่าทันโดยเริ่มจากการปรับโครงสร้างพื้นฐานเสียก่อน

นอกจากนี้แล้วความร่วมมือในระดับประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะผลักดันความก้าวหน้าในเศรษฐกิจดิจิตอลของไทย เช่น การอนุวัติการ e-Communication Convention ของ UN ซึ่งในปัจจุบันมีหลายประเทศลงนามแล้ว เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ (ASEAN) เกาหลีใต้ จีน รัสเซีย ศรีลังกา อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย และเลบานอน หากประเทศไทยได้มีการร่วมมือในระดับประเทศดังกล่าวย่อมจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าของไทยได้มากยิ่งขึ้น

เศรษฐกิจดิจิตอลถือเป็นเศรษฐกิจฐานใหม่ และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจภาคอื่นๆ ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การบริการและการเงินการธนาคารเติบโตต่อไป ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เศรษฐกิจเติบโตบนอยู่ฐานนี้ และรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ให้ความสำคัญมาก ถึงแม้ว่าในประเทศไทยอาจจะผลักดันเรื่องนี้อาจจะช้ากว่าประเทศ อื่นๆ บ้าง แต่ก็ถือว่ายังไม่ช้าเกินไปที่จะเริ่มต้นทำอย่างจริงจังโดยเริ่มจากการวางโครงสร้างกฎหมายที่จะเข้ามารองรับการทำธุรกรรมในโลกยุคดิจิตอลนี้ ตลอดจนการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ให้สมบูรณ์และปรับใช้ให้สอดคล้องกับธุรกิจในปัจจุบันซึ่งย่อมจะส่งผลต่อการพัฒนาในด้านอื่นๆต่อไป

By : http://telecomjournalthailand.com/

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในฉบับนี้เราจะมานำเสนอเสนอในมุมของแผนยุทธศาสตร์ของรัฐรวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีของเอกชนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอลหรือ Digital Economy อย่างเต็มรูปแบบโดยแนวคิดหลักของนโยบายคือต้องนำดิจิตอลเข้าไปเสริมศักยภาพการทำงานของทุกกระทรวงที่มีดิจิตอลเข้าไปเกี่ยวข้องตลอดจนต้องนำไปเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ ซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลของรัฐบาลนั้นที่มีอยู่หลักๆนั้น มีอยู่หลายประการ

ประการแรกได้แก่การเร่งยกร่างกฎหมายเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิตอล โดยแก้ไขกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้วเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่ หรือหากเรื่องใดไม่มีกำหนดไว้ก็เตรียมจะยกร่าง เช่น การสร้างเครือข่ายข้อมูลสุขภาพของประชาชนระหว่างโรงพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านดิจิตอลจำนวนมากยังที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านลายมือชื่อดิจิตอล กฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย กฎหมายคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเรายังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่จะต้องทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ประการที่สองคือการให้เอกชนลดค่าบริการอินเตอร์เน็ตลงแต่ในขณะเดียวกันต้องเพิ่มความเร็วอินเตอร์เน็ตให้สูงขึ้น ซึ่งนโยบายนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากเอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบการเพื่อที่จะสามารถให้ผู้ใช้ได้เข้าถึงบริการได้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในราคาที่อยู่ภายใต้การควบคุม

ประการที่สามคือการปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ กระทรวงไอซีทีที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้ยังมีโครงสร้างการแบ่งอำนาจที่ไม่ชัดเจน และรูปแบบการบริหารงานย่อมจะเปลี่ยนแปลงไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างและกำหนดหน้าที่การกำกับดูแลในแต่ละส่วนให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งแนวคิดในการเพิ่มกรมในกระทรวงเพื่อให้การทำงานของกระทรวงไอซีทีสอดรับในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยกรมที่เพิ่มขึ้นประกอบด้วยกรมแรกคือกรมที่ดูแลเรื่องการส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งต้องนำดิจิตอลช่วยอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงไอซีทีต้องดำเนินการ กรมที่สองคือกรมพัฒนาและส่งเสริมดิจิตอลเกี่ยวกับสังคม ทำให้ดิจิตอลเข้าไปมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาความยากจน และกรมที่เกี่ยวกับไซเบอร์คอนเทนต์เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการใช้ไอทีอย่างชาญฉลาด ตลอดจนการควบคุมดูแลเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้จะมีการดึงบางหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาทิ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เข้ามาอยู่กับไอซีที รวมไปถึงบางหน่วยงานที่จะเป็นปัจจัยในการพัฒนาสู่นโยบายนี้ได้

ประการสุดท้ายคือการสร้างโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติเพื่อที่จะต้องมีบริการอินเตอร์เน็ตให้เข้าถึงทุกพื้นที่เพราะประเทศเรากำลังขนส่งข้อมูลจำนวนมากโดยสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จึงจำเป็นต้องมีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่ดีเชื่อมต่อกันทุกพื้นที่ที่จำเป็นต้องเข้าถึงทุกตำบลทุกหมู่บ้าน โดยรัฐมีแผนที่จะนำไฟเบอร์ออพติกมาใช้ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการขยายการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบ 4G รวมทั้งพัฒนาระบบ 3G ให้มีความเสถียรมากขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะถูกนำมาใช้และการเชื่อมต่ออย่างทั่วถึง

นอกจากการตอบรับนโยบายและวางแผนพัฒนาด้านเทคโนโลยีแล้ว กระทรวงอื่นๆที่เกี่ยวข้องก็มีความตื่นตัวในเรื่องนี้เช่นกัน โดยกระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นกระทรวงที่ดูแลด้านการค้าที่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นการค้าทางออนไลน์หรือบนโลกของอินเตอร์เน็ตเล็งเห็นว่าเศรษฐกิจยุคดิจิตอลนี้เป็นกุญแจสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จึงได้มีการวางรากฐานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอลให้เป็นไปได้อย่างจริงจัง 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนาระบบดิจิตอลเพื่อรองรับการให้บริการอย่างครบวงจรเพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้รับบริการและข้อมูล ข่าวสารจากกระทรวงฯ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดระยะเวลา ค่าใช้จ่ายและลดการใช้กระดาษ การส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ดิจิตอล ทั้งผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์สื่อสาร และโทรคมนาคมดิจิตอล ตลอดจนการใช้ดิจิตอลรองรับภาคการผลิตกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยใช้สื่อดิจิตอล ประการสุดท้ายได้แก่การส่งเสริมและผลักดันธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยการพัฒนาผู้ประกอบการ ตลาดและศักยภาพของธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจร โดยได้มีการเปิดตัวโมบาย แอพพลิเคชั่นของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว อันจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยให้มีความพร้อมต่อการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าจากต่างประเทศสำหรับการติดต่อกับนักธุรกิจไทยด้วย

อีกองค์กรหนึ่งที่ตอบรับนโยบายดิจิตอลดังกล่าวคือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมโดยวางแผนนโยบายของกรมเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของธุรกิจเอสเอ็มอีในยุคดิจิตอลไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ผู้ประกอบการธุรกิจไอทีให้สามารถเริ่มต้นและดำเนินธุรกิจได้ การนำไอทีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ การส่งเสริมให้ผู้ผลิตสินค้าโอทอปที่มีศักยภาพสามารถทำการตลาดด้วยสื่อดิจิตอลและสื่อออนไลน์ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ดิจิตอล (Digital Knowledge Society) เพื่อให้ดำเนินธุรกิจกิจโดยใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิตอลผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน การพัฒนาที่ปรึกษาธุรกิจโลกไซเบอร์ (Cyber Service Provider) เป็นต้น

การเริ่มต้นในการสร้างและขับเคลื่อนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลดังกล่าวของประเทศไทยถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแม้จะช้าไปอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญในการวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิตอลให้กับประเทศนั้น นอกจากจะอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอล ไอที และ ระบบสารสนเทศมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจแล้วควรจะรวมถึงการเปิดกว้างต่อความเปลี่ยนแปลง การให้โอกาสกับแนวคิดใหม่ๆ และการสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่เป็นของประเทศเราเองด้วย

By : http://telecomjournalthailand.com/

 

เศรษฐกิจเชิงดิจิตอล (Digital Economy)

เศรษฐกิจเชิงดิจิตอล (Digital Economy)

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.57 ที่ผ่านมา นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้เข้าพบปะกับ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงแนวทางทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหาต่างๆ เนื่องจากไอซีทีมองว่าต่อไปจะมีการปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของกระทรวงเพิ่มเติมให้ครอบคลุมการทำงานในหลายภาคส่วนมากขึ้น โดยจะมีการตั้งคณะร่วมกันระหว่างกระทรวงกับ กสทช. เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ อาทิ การแก้กฎหมายที่ยังทับซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน อีกทั้งยังได้มีแนวคิดที่จะพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลหรือ “Digital Economy” ด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในลักษณะการทำงานอย่างเดียวกันกับคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีสเทิร์น ซีบอร์ด) ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว

หลายคนอาจสงสัยว่าเศรษฐกิจยุคดิจิตอลหรือ Digital Economy นั้นคืออะไร เศรษฐกิจเชิงดิจิตอล (Digital economy) หมายถึง การใช้ระบบเว็บเบสบนอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยคำนิยามของเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เป็นคำที่กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาใช้ โดยเน้นให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจยุคใหม่จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีไอทีอย่างมากมาย ตั้งแต่ระบบการให้บริการออนไลน์ การซื้อขายสินค้าและบริการ การศึกษาแบบทางไกล การโอนย้ายสื่อแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ดิจิตอล การให้บริการห้องสมุดดิจิตอล ตลอดจนระบบการพิมพ์หรือการจัดทำ เอกสาร ล้วนแล้วแต่เป็นดิจิตอลหมด เรามีกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ทีวีดิจิตอล ของเล่นดิจิตอล ระบบทุกอย่างที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์จะใช้เทคโนโลยีดิจิตอลโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบปนอยู่ด้วย ดังนั้นเศรษฐกิจดิจิตอลจึงเป็นระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ไร้พรมแดนอย่างแท้จริง เครือข่ายคอมพิวเตอร์จะเชื่อมคนทุกคนในโลกให้อยู่บนเครือข่ายเดียวกัน สามารถติดต่อสื่อสาร พูดคุยกันผ่านทางเครือข่ายนี้ เป็นสังคมที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีไอทีเป็นสำคัญนั่นเอง ในส่วนของประเทศไทยนั้นจากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์พบว่าปัจจุบันคนใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตเกือบ 1 ใน 3 ของวัน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 7 ชั่วโมง กิจกรรมการใช้งานหลักคือการติดต่อสื่อสารและความบันเทิงรวมถึงการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าสัดส่วนการใช้งานอาจไม่ได้สูงมาก แต่ก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคตข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคว่ามีความมั่นใจในการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น โดยตลาดอีคอมเมิร์ซปี 2557 มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอันเนื่องจากการพัฒนาของเครือข่ายโทรคมนาคมที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น และจะทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่กลายเป็นช่องทางหลักในการเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการในปัจจุบัน

นโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลนั้นมีแนวคิดมาจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ตั้งเป้าวางรากฐานเศรษฐกิจไทยไปสู่โลกดิจิตอลที่ไร้พรมแดน ถือเป็นนโยบายใหม่ของประเทศไทยที่ออกมาเพื่อรองรับความก้าวหน้าทันสมัยของเทคโนโลยีในโลกปัจจุบัน อย่างไรก็ตามจะต้องเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ในประเทศไทยที่จะต้องให้ความร่วมมือช่วยเหลือและควบรวมกันเป็นหน่วยงานเดียว ดังนั้นเร็วนี้ๆ ทางกระทรวงไอซีทีจึงมีแผนปรับบทบาทการทำงานของกระทรวงครั้งใหญ่ให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนงานต่างๆตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งจะมีการปรับเปลี่ยนชื่อกระทรวงใหม่ด้วยเช่นกันเพื่อให้เข้ากับบทบาทใหม่ของกระทรวง และมีความเป็นไปได้ว่าจะเปลี่ยนชื่อกระทรวงจากกระทรวงไอซีทีไปเป็นกระทรวงดิจิตอล ทั้งนี้กระทรวงไอซีทียังอยู่ระหว่างการทาบทามศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) ซึ่งขณะนี้ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาอยู่ใต้สังกัดกระทรวงไอซีทีด้วย

ความร่วมมือกันของสองหน่วยงานนั้นเป็นเรื่องที่ได้วางแผนกันมานานแล้ว โดยสมัย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ได้มีการเสนอคณะรัฐมนตรีที่จะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่แห่งชาติ 3 ฉบับได้แก่ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมพ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551   เพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ระบบเศรษฐกิจดิจิตอลทำให้แนวโน้มของโลกเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเปลี่ยนแนวคิดจากระบบรวมศูนย์มาเป็นแบบการกระจายให้บริการ เช่น การบริการของธนาคารผ่านเอทีเอ็ม การสร้างร้านค้ากระจายไปทุกหนทุกแห่ง โครงสร้างขององค์กรมีลักษณะติดต่อประสานรายได้สองทิศทาง ทั้งให้การจัดองค์กรมีขนาดกะทัดรัด และรูปแบบองค์กรจะแบนราบ หรือมีลำดับชั้นการบังคับบัญชาน้อยลง แต่จะมีรูปแบบลักษณะเครือข่ายเพื่อการทำงานร่วมกัน การดำเนินธุรกรรมต่าง ๆ จะตัดคนกลางหรือ กิจกรรมที่อยู่ตรงกลางออกไป ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ มีลักษณะจากปลายสู่ปลาย เช่น จากผู้ผลิตสู่ผู้ใช้โดยไม่ต้องมีคนกลาง ดังนั้นเศรษฐกิจดิจิตอลจึงเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องรีบปรับตัวและใช้ประโยชน์จากกลไกทางเทคโนโลยีให้ทัน ดังนั้นหากมีการผลักดันนโยบายเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอลนี้ให้สำเร็จย่อมจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไกลให้ทันประเทศอื่นมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าประชาชนจะมีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน อีกทั้งเป็นการกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

By http://telecomjournalthailand.com/

BOI は確信がある、ターゲットが高いは70万万バーツより

BOI は確信がある、ターゲットが高いは70万万バーツより

4

BOI は確信がある、2557年に投資促進を受ける。ターゲットより高いは70万万バーツです。1月から10月まで後に投資促進を受けるの数は645300万バーツです。プロジェクトの数は1206 プロジェクトです。 10月だけ投資促進を受、オペレータは投資促進を受ける、数55800万バーツから。数は187 プロジェクトです。主に中型プロジェクトと小さいプロジェクトです。

1月から10月まで投資促進を受けるでも、定率がありました。2556年の同時期に比べて、プロジェクト数は19%減少した。インベストメンツは18.7%減少した。以前はプロジェクトや投資価値がより低い。たとえば、プロジェクト数は27.7% 減少したでも、9月数は23% だけ減少した。

大部は中型プロジェクトのから投資促進を受ける。中型プロジェクトの数は1057 プロジェクトです。投資金は以下5億バーツです。投資金の全体は102400百万バーツです。営業が面白いです。たとえば、自動車部品や医療機器の製造や航空機部品の製造や天然ゴムの製品です。

投資はプロジェクトが大きいです。数は500万バーツから1000百万バーツまであります。全体は149プロジェクトです。投資金は542900万バーツです。営業が面白いです。たとえば、たとえば、エコカーの生産。タイヤを製造調味料の製造です。

営業は大量投資促進を受ける たとえば、サービスや公共事業は355 プロジェクトです。投資金の数264000万バーツです。営業のグループは化学薬品会社や紙やプラスチックです。全体は141プロジェクトです。投資金の数は60700億バーツです。営業のグループは農業や農業の生産は198プロジェクトです。投資金は45500万バーツです。鉱業や陶芸業は43 プロジェクトです。投資金は30000百万バーツです。電子業や家電は192 プロジェクトです。投資金は20200万バーツです。