"TURN EXPERIENCE TO VICTORY"

เก็บภาษี E-Commerce

เก็บภาษี E-Commerce

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในยุคปัจจุบันสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้สร้างความสะดวกสบายให้กับเราอย่างมาก ไม่ว่าในเรื่องของการติดต่อสื่อสารหรือการค้นหาข้อมูลและในการทำธุรกรรมที่สามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และเริ่มเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นการใช้แอพพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Commerce ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) “อีคอมเมิร์ซ” นี้ก็คือการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายสินค้าและบริการหรือการโฆษณา การทำธุรกรรมทาง E-Commerce ทำให้ประหยัดต้นทุน เวลา และหากยิ่งแพร่หลายยิ่งทำให้เกิดประโยชน์และความคุ้มค่าอย่างมาก เว็บไซด์ Lazada.com ก็เป็นตัวอย่างของ อีคอมเมิร์ซ อย่างหนึ่ง และเป็นที่รู้จักอย่างมาก โดยเป็นเว็บไซต์เพื่อซื้อขายและการโฆษณาผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อีคอมเมิร์ซ นี้มีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. เป็นผู้ที่เข้ามาควบคุมดูแล เพื่อพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนการทำธุรกรรมผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย
ล่าสุดนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีนโยบายในการเก็บภาษีจากการทำธุรกรรมผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ซ นี้ โดยได้มอบนโยบายให้กระทรวงการคลังนั้น ทำการอุดช่องโหว่ในการเก็บภาษี อีคอมเมิร์ซ เพราะผู้ประกอบการแบบอีคอมเมิร์ซนั้นมักจะหลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีการต่างๆ ทำให้รัฐขาดรายได้จำนวนมาก ซึ่งหากสามารถที่จะเก็บภาษีจาก อีคอมเมิร์ซ ได้อย่างครบถ้วน ย่อมเป็นการสร้างรายได้ให้ภาครัฐอย่างมาก นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลังได้จัดประชุมร่วมกับกรมสรรพากรและกรมศุลกากรเพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว และมีการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากกรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร โดยให้ประสานงานกันเพื่อจัดการแก้ไขในเรื่องการเก็บภาษีจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งแต่ก่อนนั้นแนวทางในการอุดช่องว่างของการเก็บภาษีจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็จะใช้วิธีการประเมินรายได้ของผู้ประกอบการ แต่ก็ยังมีการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีอยู่ตลอด จึงทำให้ต้องกำหนดแนวทางใหม่โดยการตรวจสอบในเชิงลึก เช่นตรวจสอบการนำเข้านำออกของสินค้า เพื่อที่จะได้มาซึ่งรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกอบการ และเพื่อให้มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ดีประเด็นดังกล่าวนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะในปัจจุบันนั้นประเทศไทยกำลังพยายามผลักดันและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งเศรษฐกิจดิจิตอลนี้ก็คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการนำเอาเทคโนโลยีได้แก่พวกสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ นั้นมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มมูลค่าในทางการค้าขาย และอีคอมเมิร์ซก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาในรูปแบบของเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งหากเราสังเกตพฤติกรรมการใช้อีคอมเมิร์ซของคนไทยนั้น การซื้อขายออนไลน์ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากการซื้อขายออนไลน์นั้น มีความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทางแต่คอยรับสินค้ามาส่งถึงที่ แต่เรื่องการชำระเงินนั้น จะพบว่าผู้ซื้อสินค้าและบริการจะหลีกเลี่ยงการชำระเงินออนไลน์ และเลือกใช้วิธีการอื่น เช่นการชำระเงินผ่านเค้าท์เตอร์ธนาคารหรือร้านสะดวกซื้อ ตู้เอทีเอ็ม หรือบัตรเครดิต เพราะไม่มั่นใจในการชำระเงินผ่านทางระบบออนไลน์ ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล อาชญากรรมผ่านทางออนไลน์ก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง เช่นการหลอกลวงขายสินค้าทางออนไลน์ เพราะทำให้ผู้ใช้บริการต้องสูญเสียความมั่นใจในการทำธุรกรรมหรือซื้อขายออนไลน์ ซึ่งหากมองให้ดีแล้วนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลของไทยยังทำได้ไม่เต็มที่ ด้วยหลายๆปัจจัย และแน่นอนว่าอีคอมเมิร์ซก็เป็นความหวังหนึ่งของประเทศไทยในการที่จะเกิดพัฒนาของเศรษฐกิจดิจิตอล แต่ในช่วงนี้อีคอมเมิร์ซในประเทศไทยนั้นก็ยังอยู่ในช่วงกำลังเติบโตเท่านั้น ยังคงต้องได้รับการพัฒนาและการยอมรับของผู้บริโภคอีกมาก ตรงกันข้ามกับในประเทศสหรัฐอเมริกาที่อีคอมเมิร์ซได้รับความนิยมและแพร่หลายอย่างมากและมีความน่าเชื่อ การซื้อขายออนไลน์เป็นเรื่องปกติอย่างมากของคนที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ร้านค้าต่างๆที่มีชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกา ล้วนแต่มีบริการเว็บไซต์เพื่อการซื้อขายออนไลน์ทั้งสิ้น
เนื่องจากอีคอมเมิร์ซและเศรษฐกิจดิจิตอลของไทยยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าการเก็บภาษีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซให้มากขึ้นในช่วงนี้ จะเป็นการขัดแย้งกับการพัฒนาของเศรษฐกิจดิจิตอลของไทยหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อการประกอบการของผู้ประกอบการแบบอีคอมเมิร์ซหรือไม่อย่างไร ต่อไปประเทศไทยจะมีอีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นที่นิยมและแพร่หลายเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วหรือไม่?

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ใช้ “คลาวด์” ปลอดภัยหรือไม่ ?

ใช้ “คลาวด์” ปลอดภัยหรือไม่ ?

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing ) เป็นลักษณะของระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรูปแบบของการกระจายตามพื้นที่ต่างๆ มีการเชื่อมต่อกันเป็นระบบคลัสเตอร์ (Cluster Network) ผ่านการจัดสรรทรัพยากรด้วยเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) เพื่อให้ตอบสนองงานบริการต่างๆ รองรับกับผู้ใช้งานจำนวนมากๆ คลาวด์คอมพิวติ้ง มีระบบการจัดสรรทรัพยากรหลากหลายด้านให้มีความเหมาะสมกับผู้ใช้บริการประเภทต่างๆ การเข้าใช้ระบบคลาวด์อาจเป็นการเข้าใช้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออุปกรณ์ IT ใดๆ ก็ได้ที่สามารถต่อเข้าระบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตได้ คลาวด์คอมพิวติ้ง จึงไม่จำกัดสถานที่และอุปกรณ์ในการใช้งาน

ระบบคลาวด์มีข้อดีอยู่ที่การประหยัดงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ลดภาระด้านการจ้างบุคคล ระบบ คลาวด์คอมพิวติ้ง ทำให้ตัวเองกลายเป็นระบบการทำงานต่อเนื่องได้ตลอดเวลาแม้เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายจะล่มก็ตาม ระบบคลาวด์ออกแบบให้รองรับการขยายตัวของระบบได้ง่าย สามารถจัดการหรือปรับเปลี่ยนระบบเพื่อรองรับปริมาณและความต้องการของผู้รับบริการ สามารถปรับปรุงระบบหรือซ่อมแซมได้ง่าย เพราะจัดการจากส่วนกลางทั้งหมด

ระบบคลาวด์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือคลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) เป็นระบบคลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ ตัวอย่างเช่นฟรีอีเมล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Mail, Hot Mail หรือ Yahoo Mail ที่เราทุกคนใช้กันอยู่ในปัจจุบัน หรือในกรณีของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ iPhone ที่มีบริการ iCloud ซึ่งเป็นบริการพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ให้กับผู้ใช้งานฟรี 5 GB และสามารถซื้อพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มได้ ลักษณะทั่วไปของ iCloud นี้ก็จะเหมือนกับระบบ คลาวด์ทั่วไปคือไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ไหนบนโลก หากผู้ใช้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตก็จะสามารถดึงข้อมูลจาก iCloud มาใช้งานได้ นอกจากนี้ประโยชน์ของ iCloud ยังช่วยสำรองข้อมูล (Backup) และทำงานร่วมหรือซิงก์กับอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อดึงข้อมูลได้ เช่น ซิงก์ตารางนัดหมายและแจ้งเตือน รวมไปถึงทำการสำรองข้อมูลสำคัญๆ ใน iPhone หรือ iPad เป็นต้น

เมื่อระบบคลาวด์มีข้อดีต่างๆ มากมายย่อมทำให้มีผู้ใช้งานจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งจากการสำรวจความปลอดภัยบนคลาวด์ทั่วโลกประจำปีของบริษัท Trend Micro พบว่ายิ่งมีการนำคลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) มาใช้มากเท่าไร ยิ่งเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยสำหรับบริษัททั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

สอดคล้องกับรายงานด้านความปลอดภัยของบริษัทซิสโก้ ประจำปี พ.ศ. 2557 ที่เปิดเผยถึงภัยคุกคามทางไวเบอร์ในปัจจุบันที่ใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจในระบบของผู้ใช้ รวมถึงแอพพลิเคชั่นและเครือข่ายส่วนบุคคลมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ การโจมตีอย่างง่ายๆ ที่สร้างความเสียหายระดับที่ควบคุมได้นั้นเริ่มถูกแทนที่ด้วยปฏิบัติการเป็นระบบของกลุ่มอาชญากรในโลกไซเบอร์ที่มีลักษณะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและทำลายชื่อเสียงอย่างมากต่อองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่ตกเป็นเหยื่อ

รายงานดังกล่าวเปิดเผยถึงความซับซ้อนของภัยคุกคามว่าเป็นผลต่อเนื่องส่วนหนึ่งมาจากระบบคลาวด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีพื้นที่การโจมตีกว้างมากขึ้น กลุ่มอาชญากรไซเบอร์เหล่านี้เรียนรู้ว่าการใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์นั้นได้ประโยชน์มากกว่าการเข้าถึงเพียงแค่คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ของผู้ใช้รายบุคคล การโจมตีในระดับโครงสร้างพื้นฐานนี้มุ่งเข้าถึงเว็บโฮสติ้งเซิร์ฟเวอร์ที่สำคัญ รวมไปถึงเมนเซิร์ฟเวอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ และเป็นที่น่าตกใจว่าขณะนี้โลกกำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก ความซับซ้อนของเทคโนโลยีและเทคนิคที่อาชญากรไซเบอร์ใช้กำลังจะแซงหน้าความสามารถของบุคลากรฝ่าย IT และฝ่ายรักษาความปลอดภัยในการรับมือกับภัยคุกคาม

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าอุปกรณ์ IT ส่วนตัวของเราอย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเป็นตัวเชื่อมโยงภัยไซเบอร์เข้าสู่ระบบคลาวด์ขององค์กรได้และถือเป็น 1 ใน 5 ภัยมืดจากไซเบอร์ที่องค์กรต่างประเทศจำแนกไว้ ภัยจากอุปกรณ์ส่วนตัวสู่องค์กรนั้นเกิดจากการนำอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวมาใช้ในสำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลตซึ่งหลายคนนิยมใช้คลาวด์เซอร์วิสเพื่อเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนตัวหรือที่เกี่ยวกับการทำงานไว้ในระบบคลาวด์ออนไลน์และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากหลายอุปกรณ์ ซึ่งระบบคลาวด์นี้สามารถเข้าถึงได้โดยใช้เพียงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านซ้ำๆ กันเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ จากจุดนี้เองที่ทำให้อาชญากรไซเบอร์เข้าถึงข้อมูลองค์กรผ่านระบบคลาวด์ได้และทำให้องค์กรเกิดปัญหาความลับรั่วไหลออกสู่ภายนอก

เมื่อเกิดปัญหาความเสียหายจากการที่ข้อมูลรั่วไหลก็มักจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว และไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานกำกับดูแลหรือบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย ดังนั้นการป้องกันด้วยตัวผู้ใช้งานเองจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด วิธีการป้องกันง่ายๆ สำหรับผู้ใช้คือต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ อย่างระมัดระวัง เริ่มจากการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย ระมัดระวังมิให้รหัสผ่านเหมือนกันทุกบริการที่เข้าใช้ คำถามที่ใช้ตอบเวลาลืมรหัสผ่านนั้นควรตั้งให้ยากต่อการคาดเดาและที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรเก็บข้อมูลสำคัญๆ อย่างข้อมูลงาน สัญญาต่างๆ หรือความลับทางธุรกิจไว้ในคลาวด์เซอร์วิส แต่ถ้าข้อมูลมีจำนวนมากและมีความจำเป็นที่จำต้องใช้งานระบบคลาวด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรเลือกใช้ที่เป็นบริการคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud ) ที่สามารถจำกัดผู้ใช้ให้อยู่เฉพาะในองค์กรหรือจำกัดผู้ใช้ตามความประสงค์ได้นั่นเอง

Source : http://telecomjournalthailand.com/

LTE ล้ำหน้า ทีวีดิจิตอลล้ำยุค

LTE ล้ำหน้า ทีวีดิจิตอลล้ำยุค

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

กระแสของการเริ่มต้นออกอากาศทีวีดิจิตอลในเดือนนี้เป็นที่พูดถึงกันมาก หลายท่านที่ยังคงสงสัยว่าจะทำอย่างไรจึงจะรับชมทีวีดิจิตอลได้นั้นก็คงหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ไม่ยากเพราะมีผู้รู้ออกมาให้คำแนะนำในเรื่องนี้มากพอสมควร การรับชมทีวีดิจิตอลนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นการรับชมผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ นอกจากนี้ก็ยังสามารถรับชมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟน เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์แก็ตเจ็ทไอทีต่างๆ อย่าง I-pad หรือ Taplet ได้ ในการรับชมการออกอากาศรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนนั้นจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเร็วในการรับส่งข้อมูล เช่น หากเป็น 3G ก็พอรับชมได้แต่อาจมีสะดุดบ้างหากมีใช้งานจำนวนมาก แต่หากเป็นการรับชมผ่านเทคโนโลยี 4G หรือ LTE แล้ว ผู้ชมจะสามารถรับชมได้อย่างรวดเร็วไม่มีสะดุด ในบทความฉบับนี้เราจะได้พูดถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการรับชมรายการต่างๆ ผ่านทางเครื่องรับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ
สมาร์ทโฟน รวมถึงเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังกัน

บางท่านอาจไม่อาจทราบว่าทีวีดิจิตอลนั้นจะอยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. ซึ่งทำหน้าที่ในการกำกับดูแลในเรื่องของการออกใบอนุญาตรวมไปถึงคุณภาพสัญญาณและการดำเนินการของผู้ให้บริการภายหลังการได้รับใบอนุญาตแล้ว ในขณะที่หากเป็นเรื่องของการรับชมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยสัญญาณ 3G 4G Wi-Fi หรือคอมพิวเตอร์โดยสัญญาณอินเตอร์เน็ตนั้นก็จะอยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ซึ่งทั้ง กสท. และ กทค. นั้นต่างก็เป็นคณะกรรมการชุดเล็กของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

หากจะกล่าวถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในด้านของกิจการโทรทัศน์กับในด้านของโทรคมนาคมนั้น แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันแต่ก็ทำงานร่วมกันอย่างผสมผสานกลมกลืน อย่างผู้บริโภคที่ดูทีวีผ่านทางกล่องรับสัญญาณหรือหนวดกุ้งหรือแม้แต่สัญญาณดาวเทียมซึ่งจะเป็นการดูรายการตามปกติและเป็นการดูแบบพร้อมกับเวลาในการออกอากาศจริงนั้น คุณภาพของสัญญาณจะคมชัดหรือไม่จะอยู่ที่บรรดาบริษัทที่ได้รับอนุญาตจาก กสท. กับการปรับแต่งช่องสัญญาณ ซึ่งก็เป็นเรื่องของทางฝั่งกิจการโทรทัศน์ แต่ทราบหรือไม่ว่าในยุโรปได้มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลนัดสำคัญหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนด้วยเทคโนโลยี LTE ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในฟากฝั่งของโทรคมนาคม ซึ่งทำให้การรับส่งข้อมูลปริมาณมากๆ ผ่านสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ เกิดขึ้นได้ โดยในยุโรปจะใช้เทคโนโลยี LTE นี้ในการส่งสัญญาณภาพและเสียงมายังสถานีโทรทัศน์ เพื่อให้สถานีโทรทัศน์ดำเนินการถ่ายทอดสัญญาณส่งไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ของผู้ชมในภาคครัวเรือนต่อไป

โดยปกติการรับชมรายการต่างๆ ของผู้บริโภคนั้นหากเป็นการรับชมในช่องฟรีทีวีผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ปกติก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่หากเป็นการรับชมผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนที่ปัจจุบันรองรับทั้งการรับชมแบบถ่ายทอดสดหรือ Live ผ่านเว็บไซด์ต่างๆ ที่ให้บริการ เช่น www.guchill.com หรือจะเป็นการรับชมย้อนหลังผ่าน YouTube หรือ Apple TV ก็ตาม ก็จะเป็นเรื่องของทางฝั่งโทรคมนาคมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหากเป็นการรับชมผ่านเทคโนโลยี 3G หรือ Wi-Fi ผู้ใช้งานก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องชำระให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งความเร็วในการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่นนี้ จะรวดเร็วหรือกระตุกนั้นก็จะเป็นเรื่องทางเทคนิคของสัญญาณของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และไม่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตรายการโทรทัศน์หรือผู้ส่งสัญญาณโทรทัศน์

ในการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านเครื่องรับโทรทัศน์เปรียบเทียบกับผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยี 3G นี้ต่างมีข้อดีกันไปคนละแบบ หากเป็นการรับชมฟรีทีวีผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ปกติก็แน่นอนว่ามีข้อดีอยู่ที่การไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ต้องรับชมในเวลาที่มีการถ่ายทอดจริงเท่านั้น ในขณะที่การเลือกชมรายการโทรทัศน์ย้อนหลังผ่านอุปกรณ์ไอทีต่างๆ นั้นมีค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระให้กับผู้ให้บริการ 3G แต่ผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์ในแง่ของความสะดวกสบายกับไม่ต้องรอรับชมในเวลาที่มีการถ่ายทอดจริงเพราะสามารถเลือกรับชมย้อนหลังเมื่อใดและสถานที่ใดก็ได้

ที่กล่าวมาข้างต้นคือพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย แต่ในต่างประเทศนั้นได้มีการนำเทคโนโลยี LTE ซึ่งใช้สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่มาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสัญญาณหรือข้อมูลไปยังสถานีโทรทัศน์แล้วเพราะด้วยข้อดีของ LTE ที่สามารถจะรับส่งข้อมูลหรือ Content ต่างๆ ไปยังเครื่องรับหลายเครื่องได้ในเวลาเดียวกัน อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานโครงข่ายที่แม้จะเป็นบริเวณที่มีลูกค้าจำนวนมากหรือปริมาณผู้ใช้จำนวนมากก็ตาม แต่ก็ยังสามารถรับชมทีวีความละเอียดสูงได้พร้อมๆ กัน

การประยุกต์ใช้นี้มีได้หลากหลายตั้งแต่การถ่ายทอดสดฟุตบอล ข่าวด่วน การส่งข่างสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้แต่ในสถานที่ที่ผู้คนจำนวนมากอย่างห้างสรรพสินค้า สนามบิน หรือสถานที่จัดงานเทศกาล เทคโนโลยี LTE ก็ยังสามารถใช้งานได้ดีเหมือนเป็นการทำให้โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่บางส่วนมาทำหน้าที่เป็นสถานีออกอากาศโทรทัศน์ได้ นอกจากนี้ยังมีบริการ Push ข้อมูลข่าวสารที่เป็นวีดีโอ เสียง ข่าวด่วน หรือพยากรณ์อากาศควบคู่ไปกับการถ่ายทอดสดด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่จะได้รับข้อมูลครบถ้วนในเวลาเดียวกับการรับชมรายการอื่น และผู้ให้บริการก็ได้รับประโยชน์ในแง่ของการประหยัดทรัพยากรในการนำส่งข้อมูล ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดต่ำลงอีกด้วย

4G หรือLTEที่พูดถึงมานี้มีลักษณะแตกต่างจาก 3G ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีLTEหรือ Long Term Evolution นั้นความหมายทางวิศวกรรมก็คือชื่อยุค 3.9G แต่ในบรรดาผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโอเปอเรเตอร์ในต่างประเทศยกให้LTEเป็น 4G หรือโทรศัพท์ยุคที่ 4 เทคโนโลยีLTEเป็นเทคโนโลยีการส่งข้อมูลที่ให้ความเร็วเหนือกว่า 3G ในปัจจุบันหลายเท่าตัว ถือเป็นพัฒนาการอีกขั้นต่อจาก 3G เพราะเน้นที่การรับ-ส่งข้อมูลเป็นหลักบรอดแบนด์ไร้สวยความเร็วสูง โดยตามทฤษฎีแล้ว LTE Advance สามารถอัพโหลดได้ที่ความเร็วถึง 500 Mbps และดาวน์โหลดได้ที่ความเร็วถึง 1 Gbps นอกจากนี้ยังสามารถส่งไฟล์วีดีโอความละเอียดสูงและถ่ายทอดสดแบบ Live Broadcast แบบ Realtime หรือการประชุมทางไกลแบบ Interactive ที่สามารถโต้ตอบแบบทันที รวมไปถึงการชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งเหมาะสำหรับการทำธุรกิจด้านมัลติมีเดียและวีดีโอออนไลน์ในอนาคต นอกจากนี้การพัฒนาต่างๆ ที่ระบบ 3G รองรับได้ ระบบ 4G ก็จะรองรับได้เช่นกันแต่ในเวอร์ชั่นที่สูงกว่า อย่างเช่นการใช้งานมัลติมีเดียที่ดีขึ้น การรับส่งข้อมูลในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นกว่า การเข้าถึงข้อมูลที่เป็นสากลและความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ ได้

สำหรับประเทศไทยปัจจุบันส่วนมากใช้ 3G บนคลื่นความถี่มาตรฐาน 2100 MHz โดยผู้ประกอบการบางรายก็เริ่มประชาสัมพันธ์ถึงการให้บริการ 4G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz ที่ก็สามารถทำได้เพราะในการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz นั้น กสทช. ไม่จำกัดว่าจะต้องนำไปให้บริการด้วยเทคโนโลยีใด ผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้เอง และในเร็วๆ นี้ กสทช. ก็กำลังจะจัดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และคลื่น 900 MHz ภายในปีนี้สำหรับการนำไปทำ 4G โดยคลื่นความถี่ 1800 MHz ประมูลไม่เกินสิงหาคม ส่วนคลื่นความถี่ 900 MHz ประมูลไม่เกินตุลาคมปีนี้เช่นกัน ซึ่งก็จะเป็นเช่นเดียวกันกับการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz คือจะไม่มีการจำกัดเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้

เมื่อมีการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ในปีนี้ก็จะทำให้มีการใช้ 4G กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค ประเทศชาติในภาพรวมและยังเป็นการใช้ที่ควบคู่ได้กับการออกอากาศในระบบทีวีดิจิตอลอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเราได้ประสบความสำเร็จกับการมีทีวีดิจิตอลที่นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการออกอากาศในระบบอนาล็อกไปสู่การออกอากาศในระบบดิจิตอลที่มีจำนวนช่องให้เลือกชมมากขึ้นกับมีคุณภาพความคมชัดในระดับ HD ซึ่งในความสัมพันธ์กับการใช้งานในด้านโทรคมนาคมอย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนนั้นก็แทบจะแยกกันไม่ออกตามที่ได้กล่าวข้างต้น การผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยี LTE ที่ล้ำหน้ากับทีวีดิจิตอลที่ล้ำยุคนี้ก็จะยิ่งรองรับการใช้งานให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้การใช้งานในระบบ 2G ก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่สิ้นสุดการใช้งานในระบบ 2G เปลี่ยนเป็นการใช้งาน 3G และ 4G ที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศซึ่งก็เป็นแนวโน้มตามพฤติกรรมการใช้งานที่เกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศ

Source : http://telecomjournalthailand.com/

บรอดแบนด์สู่ชุมชน

บรอดแบนด์สู่ชุมชน

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในโลกแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและการติดต่อระหว่างผู้คนทั่วทั้งมุมโลกเข้าหากันคืออินเทอร์เน็ต ยิ่งไปกว่านั้นอินเทอร์เน็ตธรรมดาก็คงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่นับวันจะยิ่งมากขึ้นได้ แต่สิ่งที่จะตอบสนองได้คือ “บรอดแบนด์”

บรอดแบนด์ (Broadband) คือ เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่สามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมากผ่านสื่อใช้สายและไร้สาย กรณีสื่อใช้สาย เช่น เคเบิลใยแก้วนำแสง สายเคเบิลทีวี สายโทรศัพท์ (DSL) หรือสื่อไร้สายอย่าง 3G 4G โดยความเร็วของการรับส่งข้อมูลอย่างน้อยที่สุดจะอยู่ที่ 256 kbps ไปจนถึงมากที่สุดถึง 100 ล้าน bps ขึ้นไป

ในอดีตก่อนที่จะมีบรอดแบนด์ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทำได้เพียงวิธีการเดียว คือการใช้โทรศัพท์เรียกเข้า (Dial-up) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10 – 30 นาทีในการดาวน์โหลดเพลง 1 เพลงที่มีขนาดเพียง 3.5 MB และกว่า 28 ชั่วโมงเพื่อดาวน์โหลดภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นในระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ตก็ยังห้ามใช้สายโทรศัพท์บ้านอีกด้วย จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2543 จึงเริ่มมีการใช้บรอดแบนด์กันขึ้น แต่ราคายังอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะจ่ายได้ ปัจจุบันนี้การเข้าถึง บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ในสังคมเมืองกลายเป็นเรื่องทั่วๆ ไปและมีราคาไม่แพง อย่างไรก็ดีสำหรับในชุมชนที่ห่างออกไปนั้น บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ยังคงไม่ใช่เรื่องที่จะซื้อหากันได้ง่ายนัก

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตมากขึ้น อาทิ โครงการ Free Wi-Fi ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือกระทรวงไอซีที และศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชนหรือ USO NET ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ทั้งการวางนโยบายภาครัฐ รวมไปถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้สอดคล้องกับการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าด้วย

อย่างไรก็ดีเพื่อให้ชุมชนได้เข้าถึง บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการประธาน กสทช. ได้เปิดเผยว่า กสทช. มีแผนส่งเสริมให้เกิด บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ชุมชนขึ้น โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาวิธีดำเนินงานในชุมชนทั่วประเทศเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตในชุมชน ส่งเสริมการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตภายในชุมชนอย่างตรงจุด ตอบสนองการใช้งานของชุมชนตนเอง โดยชุมชนเป็นเจ้าของและสามารถบริหารจัดการการใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยหน่วยงานองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือบุคลากรในพื้นที่ โดยไม่ต้องรอส่วนภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือผู้ประกอบการรายใหญ่อีกต่อไป โดย กสทช. เล็งเห็นว่าบรอดแบนด์ในชุมชนจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เป็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมาเหล่านั้นอย่างสะดวกรวดเร็ว เป็นประโยชน์ด้านการศึกษา ตลอดจนการสร้างงานในชุมชน

การทำบรอดแบนด์ชุมชนเคยมีตัวอย่างมาแล้วที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จากเดิมในปี ค.ศ. 2000 มีเพียงประชากรร้อยละ 3 เท่านั้นที่เข้าถึงการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ที่บ้าน แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 2004 ภาครัฐมีนโยบายให้ผลักดันชาวอเมริกาทุกคนให้เข้าถึงบริการบรอดแบนด์ให้ได้
โดยพยายามออกพระราชบัญญัติเพื่อไปแก้กฎหมายของบางรัฐที่ห้ามส่วนปกครองท้องถิ่นมีโครงข่ายบรอดแบนด์เป็นของตนเอง หรือในบางรัฐมีโครงข่ายได้ แต่ห้ามนำไปหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งแม้ว่าสุดท้ายพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจะไม่สามารถออกใช้บังคับได้เนื่องจากมีการคัดค้านจากกลุ่มผู้ให้บริการโครงข่ายรายใหญ่ แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่ครัวเรือนชาวอเมริกันมีค่าบริการบรอดแบนด์โดยเฉลี่ยที่พอจะจ่ายได้ และเริ่มต้นการพัฒนาที่เข้มแข็งกับการเชื่อมต่อที่รวดเร็วควบคู่ไปกับจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งปี ค.ศ. 2010 ประชากรชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 66 เข้าถึง บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ได้และในขณะเดียวกันทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบการใช้โทรศัพท์เรียกเข้า (Dial-up) ในปีดังกล่าวเหลือเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาในปี 2556 เกี่ยวกับการเข้าถึงบรอดแบนด์ในอีก 33 ประเทศด้วยว่าความเร็วของอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์มีผลกระทบต่อรายได้ของครอบครัว ซึ่งจากรายงานที่จัดทำโดยบริษัท อีริคสันร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชาลเมอร์สนั้นพบว่า การเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตจาก 4 mbps เป็น 8 mbps ทำให้ประชากรในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมีรายได้สูงขึ้น 120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน ในขณะที่การเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตจาก 0.5 mbps เป็น
4 mbps ทำให้ประชากรในกลุ่มประเทศบราซิล อินเดีย และจีน มีรายได้สูงขึ้น 46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน

ผลสรุปของรายงานการศึกษาทำให้เราเห็นว่าการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์มีผลในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ความเร็วของอินเตอร์เน็ตเป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยรายงานสรุปว่าการเพิ่มความเร็วของอินเทอร์เน็ตทุกๆ ร้อยละ 10 จะส่งผลให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 1 เลยทีเดียว

เมื่อพิจารณาผลการศึกษาแล้วจะเห็นได้ว่าทั่วโลกต่างผลักดันนโยบายอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์สำหรับทุกคน และทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพความสามารถทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและระดับครัวเรือน การสร้างบรอดแบนด์ให้กับชุมชนนี้จึงนับเป็นความพยายามก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของ กสทช. ในการยกระดับประชาชนของประเทศ

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ลดค่าบริการมือถือ

ลดค่าบริการมือถือ

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในปัจจุบันโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ห้าในการดำรงชีวิตของคนไทยไปเสียแล้ว เพราะไม่ว่าจะมองทางไหนเราก็จะเห็นผู้คนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กันอย่างตลอดเวลาและไม่จำกัดแต่เพียงการใช้โทรออกหรือรับสายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้นหาข้อมูลต่างๆ รวมตลอดจนการติดตามความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ หรือสถานการณ์รอบตัวผ่านโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ

สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้บริโภคนอกจากการ มีสัญญาณที่ดีและคลอบคลุมพื้นที่มากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้งานแล้ว ค่าบริการ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคให้ความใส่ใจด้วยเช่นกัน ซึ่งวิธีการคิดคำนวณ ค่าบริการ นั้นในทางสากลใช้สองวิธีหลักๆ วิธีแรกคือวิธีการคำนวณอัตราขั้นสูงของค่าบริการโดยใช้เกณฑ์อัตราค่าตอบแทนการลงทุนหรือ Rate of Return (ROR) ที่หน่วยงานกำกับดูแลของไทยอย่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลของหลายๆ ประเทศใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

วิธี Rate of Return นี้จะพิจารณาจากผลตอบแทนที่กลับไปยังผู้ให้บริการ เช่น กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดคิด ค่าบริการ จากต้นทุนบวกด้วยอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ร้อยละ 5 เป็นต้น โดยหน่วยงานกำกับดูแลจะสามารถสั่งให้ผู้ประกอบการลด ค่าบริการ ลงได้หากพบว่ามีผลกำไรมากเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยวิธีนี้อาจจะมีข้อเสียอยู่ที่ไม่สามารถอาจจูงใจให้บรรดาผู้ประกอบการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่พัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้ประกอบการเหล่านั้นอาจมีความคิดว่าอย่างไรเสียก็ไม่อาจทำกำไรได้เกินกว่าจำนวนอัตราส่วนที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด

ในบางประเทศมีการกำหนดอัตราผลตอบแทนที่ต่ำเกินไปก็จะทำให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะจำกัดการลงทุน จนทำให้บริการไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ในขณะเดียวกันการกำหนดอัตราผลตอบแทนที่สูงเกินไป ก็จะไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการปรับลดให้ต้นทุนมีประสิทธิภาพได้

วิธีที่สองคือการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโดยการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ หรือ Price Cap ซึ่งเป็นวิธีที่บางประเทศเริ่มนำมาใช้ในการกำกับดูแลค่าบริการแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลจะกำหนดเพดานอัตราค่าบริการของบริการในแต่ละประเภท โดยเพดานจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอตามปัจจัยที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจและจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

สำหรับการกำกับดูแลค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของไทยนั้น ร.ท.เจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ได้เปิดเผยถึงแผนงานของ กทค. ในปีนี้ว่าจะศึกษาการเปลี่ยนโครงสร้างการกำกับดูแล ค่าบริการ โทรคมนาคมใหม่ด้วยการทำแผนราคาเพดานขั้นสูงไว้ล่วงหน้า 5 ปี โดยเป็นราคาที่ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและผู้ให้บริการยอมรับ ส่วนกำไรของบรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น กสทช. จะไม่เข้าไปกำหนด

การกำหนดราคาแบบ Price Cap นี้นอกจากจะมีข้อดีอยู่ที่เพดานราคาสามารถปรับเปลี่ยนได้เสมอตามปัจจัยที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลยังไม่ต้องไปไล่ตามขอทราบราคาต้นทุนจากบรรดาผู้ประกอบการเพื่อนำมาวิเคราะห์ตลอดเวลาว่าขณะนี้ผู้ประกอบการมีกำไรเกินไปหรือไม่

สำหรับการกำหนด Price Cap ในไทยนั้น ร.ท.เจษฎา ศิวรักษ์ กล่าวว่าจำต้องมีการทำแผน มีการประเมินราคาโดยใช้ข้อมูลเดิมของบรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมกับการวิเคราะห์และการประมาณการราคาในตลาดเพื่อให้ได้เพดานค่าบริการขั้นสูงที่ห้ามไม่ให้ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากผู้บริโภคเกินกว่าที่กำหนด แต่อย่างไรก็ดีในเรื่องดังกล่าวนี้ยังต้องศึกษาในอีกหลายประเด็น อาทิ จะสามารถนำวิธี Price Cap นี้ไปบังคับใช้กับผู้ประกอบการทุกรายในตลาดได้หรือไม่ หรือจำกัดเฉพาะรายใหญ่ เหล่านี้เป็นต้น

ที่ผ่านมาอัตราค่าบริการขั้นสูงสำหรับบริการโทรคมนาคมประเภทเสียง (Voice) ที่ กสทช. กำหนดห้ามผู้ประกอบการเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการเกินกว่า 99 สตางค์ต่อนาทีตามประกาศของ กสทช. เรื่องอัตราขั้นสูงของ ค่าบริการ โทรคมนาคมสําหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียงภายในประเทศนั้นนับว่าเป็นที่พอใจของผู้บริโภคพอสมควร ซึ่งจากงานศึกษาพบว่า ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประเภทเสียงโดยเฉลี่ยจะต่ำกว่าราคาขั้นสูงที่ กสทช. กำหนด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนให้เห็นว่าตลาดการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศมีการแข่งขันทางด้านราคาที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง และยังส่งผลให้ในปัจจุบันราคาค่าบริการโดยเฉลี่ยของไทยไม่สูงนักกับทั้งยังต่ำกว่าราคาค่าบริการในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร อิตาลี และญี่ปุ่นอีกด้วย

การกำกับดูแลราคาที่ดีควรมีความยืดหยุ่น เป็นธรรมต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่ปัจจุบันก็จะยิ่งพัฒนาก้าวไกลไปมากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนต่างๆ ลดต่ำลง ผู้บริโภคเข้าถึงและใช้งานได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของการแข่งขันโดยเสรี ซึ่งสุดท้ายแล้วการพัฒนากิจการโทรคมนาคมของไทยในอนาคตก็จะยิ่งเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย

Source : http://telecomjournalthailand.com/