"TURN EXPERIENCE TO VICTORY"

จัดสรรเลขหมายสวย

จัดสรรเลขหมายสวย

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

บางท่านอาจได้ยินข่าวคราวมาบ้างเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จะจัดให้มีการประมูลเลขหมายสวยขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ บทความนี้จะได้กล่าวถึงรายละเอียดของเรื่องนี้

สำหรับเรื่องหลักเกณฑ์การ จัดสรรเลขหมายสวย ของโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น ได้มีการประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2558 โดยได้มีการเห็นชอบวิธีการเชิญชวนเข้าร่วมและวิธีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และกรอบระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะตามที่ กสทช.ได้เสนอ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา กสทช. ได้จัดให้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นเลขหมายสวย โดยมีทั้งเครือข่ายผู้ประกอบการ เครือข่ายภาคประชาชนและสถาบันการศึกษาได้เข้าร่วมและแสดงความคิดเห็น ในการจัดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นเลขหมายสวยครั้งดังกล่าวก็เพื่อเป็นการหาหลักเกณฑ์และแนวทาง รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขก่อนการประมูล หารูปแบบการประมูล เงื่อนไขภายหลังการประมูล วิธีการจัดสรรเลขหมาย และการกำหนดค่าธรรมเนียมเลขหมาย ทั้งนี้อ้างอิงจากมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2553 ได้มีการจัดสรรเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวย ที่ได้รับการสงวนไว้เพื่อเตรียมไปรองรับในการจัดสรรเลขหมาย รวมทั้งสิ้น 16,320,000 เลขหมาย โดยในจำนวนนี้มีจำนวนหนึ่งที่เป็นเลขหมายที่มีความสวยเฉพาะโดดเด่นเป็นพิเศษ เช่น เป็นเลขตอง เป็นเลขซ้ำเก้าหลัก เป็นต้น โดยมีทั้งสิ้น 500,000 เลขหมาย ทั้งนี้ทางคณะกรรมการ กสทช. ได้มีการเผยว่าจะจัดให้มีการดำเนินการจัดการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2558 โดยจะมีการจ้างบริษัทที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญในเรื่องของการประมูลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมเพื่อดำเนินการจัดการประมูลที่จะเปิดให้มีการประมูลในเดือนสิงหาคม 2558 นี้

เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นถือได้ว่าเป็นทรัพยากรโทรคมนาคมของชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยอยู่ภายใต้การจัดการของ กสทช. ตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม พ.ศ.2557 โดยในการบริหารจัดการเลขหมายของ กสทช. ซึ่งเดิมก็คือ กทช. นั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและความเป็นธรรมด้วย โดยในส่วนของวิธีการในการจัดสรรเลขหมายนั้น โดยปกติแล้ว กสทช. จะทำงานกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบกิจการที่สามารถขอเลขหมายที่ได้รับการจัดสรรได้ เช่น ดีแทค เอไอเอส ทรู ฯลฯ เพื่อที่ผู้ประกอบการดังกล่าวจะนำเลขหมายนั้นๆ ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อโอนหรือจำหน่ายไปยังผู้บริโภคต่อไป ในการจัดสรรกลุ่มเลขหมาย โดย กสทช.จะทำการแบ่งเลขหมายออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 100,000 เลขหมาย กลุ่มเลขหมายเหล่านี้จะถูกแบ่งไปยังผู้ประกอบการตามที่ขอ โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมการขออยู่ที่ครั้งละ 5,000 บาท และผู้ประกอบการสามารถขอได้ครั้งละมากกว่า 1 กลุ่ม แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการจะไม่สามารถที่จะเลือกเลขหมายได้ ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการได้เลขหมายไปแล้ว ก็จะต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่ กสทช. เป็นรายเดือนๆ ละ 2 บาทต่อเลขหมาย แต่ทั้งนี้เมื่อปรากฏว่าในเรื่องของเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่นี้ ได้มีความต้องการทางตลาดสูงขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านๆ มา จะได้เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของเลขหมายนำหน้าของเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ จาก 08 ก็มี 09 และ 06 เพิ่มเข้ามา และเลขหมายโทรศัพท์ที่มีความสวยงามก็เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเพราะความง่ายต่อการจดจำหรือในแง่ความสวยงามหรือความเชื่อ ทำให้ผู้ประกอบการที่ได้เลขหมายสวยไปนั้น ได้นำเลขหมายเหล่านั้นออกขายให้แก่ผู้บริโภคในราคาสูงเพื่อเก็งกำไรและทำเงินได้มูลค่ามหาศาล ซึ่งส่วนนี้ทำให้ผลประโยชน์ดังกล่าวตกอยู่กับเอกชน แทนที่จะตกเป็นผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งส่วนนี้เองที่ทำให้เกิดแนวคิดของการประมูลเลขหมายสวยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ กสทช. ตามกฎหมาย เพื่อดำรงไว้ซึ่งประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชน ซึ่งในส่วนของการประมูลเลขหมายส่วนของ กสทช. นี้ คณะกรรมการ กสทช. ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ด้วย โดยคณะอนุกรรมการจะทำงานภายใต้การมอบหมายงานของคณะกรรมการ กสทช. ตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม พ.ศ.2557

ในการที่สำนักงาน กสทช.ได้จัดสรรเลขหมายให้กับเอกชนแต่ละครั้งจะมีการดึงเลขหมายที่เข้าข่ายเบอร์สวย อาทิ เลข 9 หลักตรงกัน เลข 8 หลักตรงกัน และการเรียงเบอร์ จากการสำรวจธุรกิจเบอร์สวยพบว่ามีการให้ราคากับเบอร์สวยตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักสิบล้าน ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด และความสวยของเลขหมายตามค่านิยมของแต่ละบุคคล อาทิ เบอร์เรียง 08-45678910 มีราคาประมาณ 5 ล้านบาท และเบอร์ 088-269-9999 มีราคาประมาณ 590,000 บาท นอกจากนี้ได้พบว่า ธุรกิจเบอร์สวยในขณะนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องมาจากผู้บริโภคมีความต้องการประเภทของเบอร์สวยเพิ่มมากขึ้นและอีกทั้งยังได้รับอิทธิพลความเชื่อเรื่องดวง อาทิ ต้องไม่มีเลขใดเลขหนึ่งที่เจ้าของเชื่อว่าเป็นเลขอัปมงคลอยู่ในเบอร์โทรศัพท์ ต้องลงท้ายด้วยเลขที่เป็นมงคล ไปจนถึงผลรวมของเลขทุกตัวต้องได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ส่งผลให้ผู้ขายเลขหมายสวยได้รับโอกาสในการเก็งกำไรเพิ่มขึ้น

ในปัจจุบันสำนักงาน กสทช.ได้เก็บเลขหมายที่เข้าข่ายสวยไว้ราว 300,000 เลขหมาย ขณะนี้กำลังเตรียมที่จะนำออกประมูล โดยกำลังอยู่ในขั้นตอนให้คณะกรรมการกำหนดราคาขั้นต่ำในการประมูล รวมถึงการศึกษารายละเอียดในการจัดทำเกณฑ์การประมูล ก่อนให้ที่ประชุม กทค. อนุมัติ คาดว่าประมาณ 1-2เดือน จะสามารถนำเลขหมายสวยเหล่านี้ออกมาประมูลได้ ซึ่งเป็นการประมูลแบบออนไลน์ ในการนี้คาดว่าจะมีรายได้มูลค่ามหาศาลไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาทถึง 5,000 ล้านบาทจากการประมูล สำหรับรายได้จากการประมูลเบอร์สวยนั้น ทางสำนักงาน กสทช. นำรายได้ทั้งหมดนำส่งไปยังรัฐเพื่อให้รัฐนำไปพัฒนาประเทศต่อไป

ในเรื่องของการประมูลเลขหมายสวยนี้ หากเทียบเคียงกับการประมูลเลขทะเบียนรถยนต์ของกรมขนส่งทางบก จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันอยู่ กล่าวคือในแง่ของการเพิ่มมูลค่าของเลขหมายสวยเพื่อจะทำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อรัฐ เลขหมายทะเบียนรถสวยก็เป็นที่นิยมของตลาดเช่นเดียวกันเลขหมายโทรศัพท์สวย เมื่อเป็นเช่นนี้กรมการขนส่งทางบกจึงจัดให้มีการประมูลเลขหมายทะเบียนรถสวย โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของกรมการขนส่งทางบกเอง ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขการประมูลเลขหมายทะเบียนซึ่งเป็นที่ต้องการหรือเป็นที่นิยมของประชาชน พ.ศ. 2555 โดยวิธีการประมูลเป็นวิธีการที่ใช้เพิ่มมูลค่าของเลขหมายดีที่สุด

จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างมากว่าเรื่องการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่สวยนี้จะมีผลออกมาอย่างไร และจะได้รับความสนใจจากประชาชนกับได้รับความสำเร็จโดยสร้างรายรับเข้ารัฐได้มากเหมือนการประมูลเลขทะเบียนรถยนต์หรือไม่

Source : http://telecomjournalthailand.com/

รับฟังความเห็นประกาศ 4G

รับฟังความเห็นประกาศ 4G

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมามีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz หรือร่างประกาศ 4G ขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในบทความฉบับนี้เราจะได้เล่าถึงบรรยากาศในงานและที่สำคัญคือจะได้หยิบยกประเด็นต่างๆ ที่มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะรวมถึงการแสดงความคิดเห็นที่มาจากภาคส่วนต่างๆ ว่ามีอย่างไรบ้าง

โดยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ ประกาศ 4G ในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบการดำเนินงานที่เริ่มจากการให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กสทช. ตั้งประเด็นที่ต้องการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเสียก่อน จากนั้นเป็นการอธิบายสาระสำคัญคร่าวๆ ของประเด็น จากนั้นจะมีฝ่ายผู้ไต่ถามหรือผู้แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ได้ตั้งไว้ แล้วตัวแทนจากสำนักงาน กสทช. จะเป็นผู้ตอบหรือเป็นผู้ชี้แจง โดยในระหว่างการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU เข้าร่วมสังเกตการณ์และร่วมตอบข้อซักถามด้วย และได้เชิญท่านแก้วสรร อติโพธิทำหน้าที่เป็นพิธีกร ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันและเสียงหัวเราะ

เริ่มต้นการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่าง ประกาศ 4G ด้วยประเด็นแรกคือความเหมาะสมของขนาดคลื่นความถี่ที่จะใช้ในการประมูลในครั้งนี้ ตามที่ร่าง ประกาศ 4G กำหนดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จำนวน 2 ชุด ชุดละ 12.5 MHz และจำกัดให้บริษัทผู้เข้าร่วมประมูลสามารถประมูลไปได้บริษัทละ 1 ชุดคลื่นความถี่หรือ 12.5 MHz ซึ่งในประเด็นแรกนี้เป็นประเด็นที่มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมากที่สุดและใช้เวลานานที่สุด ซึ่งสามารถสรุปแนวความคิดเห็นได้ออกเป็น 5 แนว แนวความคิดเห็นแรกคือการประมูลคลื่นความถี่จำนวน 12.5 MHz นั้นเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป ไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ เพราะจำนวนคลื่นความถี่ที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ คือ 20 MHz ดังนั้นจึงควรรอให้อายุสัญญาสัมปทานของ ดีแทค หมดในปี พ.ศ.2561 เสียก่อนจึงจัดให้มีการประมูลคลื่น 1800 MHz นี้พร้อมกัน

แนวความเห็นที่สองคือเห็นด้วยกับจำนวนคลื่น 12.5 MHz แต่ร่างประกาศฯ ควรมีการกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมต่อผู้ให้บริการ 1 ราย หรือที่เรียกว่า Overall Spectrum Cap ไว้ด้วยเพื่อเป็นการส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม นอกจากนี้การกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นอีกด้วย เพราะผู้ประกอบการรายเดิมที่ถือครองคลื่นความถี่อยู่จำนวนมากแล้วจะไม่สามารถมาประมูลได้อีก นอกจากนี้ยังมีผู้เสนออีกด้วยว่า กสทช. ควรพิจารณาถึงการแข่งขันภายหลังการประมูลด้วย เนื่องจากอายุใบอนุญาต 4G ในครั้งนี้กำหนดให้มีอายุนานถึง 19 ปี ดังนั้นหากไม่มีการกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมเอาไว้อาจมีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงสองรายที่ได้คลื่นความถี่ไป

ในแนวความเห็นที่สองนี้ได้มีผู้เสนอให้มีการกำหนด Spectrum Cap ใน 3 มิติ มิติแรกคือการกำหนดแบบ Overall Spectrum Cap คือการกำหนดให้ผู้ประกอบการ 1 ราย รวมทุกคลื่นความถี่แล้วสามารถถือครองได้เท่าไร ในมิติที่สองคือการกำหนด Spectrum Cap แบบแบ่งเป็น High band กับ Low Band เป็นการกำหนดระบุเฉพาะลงไปว่าผู้ประกอบการ 1 รายสามารถถือครองคลื่นความถี่ในช่วง High Band ได้กี่เท่าไรและถือครองย่าน Low Band ได้เท่าไร และในมิติที่สามคือการห้ามผู้ประกอบการที่ถือครองคลื่นความถี่ย่านเดียวกับที่กำลังจะเปิดประมูลนั้นมาเข้าร่วมประมูลได้อีก

แนวความเห็นที่สี่คือการเสนอให้ กสทช. เลื่อนการประมูลออกไปเนื่องจากสถาณ์การทางการเมืองที่ไม่ปกติ กสทช. ควรชะลอการประมูลไว้ก่อน และมองว่าสถาณการณ์เช่นนี้ไม่เอื้อให้รายใหม่เข้ามาร่วมประมูลเพราะอาจไม่มีความแน่ใจในสถาณการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน แนวความเห็นที่ห้าเสนอว่าควรเปลี่ยนจากการประมูล 2 ชุดๆ ละ 12.5 MHz เป็นการประมูล 5 ชุดๆ ละ 5 MHz กำหนด 1 รายประมูลได้สูงสุดไม่เกิน 2 ชุด คือ 10 MHz

สำหรับการชี้แจงของ กสทช. ในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนคลื่นความถี่ 12.5 MHz ที่มีผู้แสดงความคิดเห็นว่าไม่เพียงพอกับการใช้งานนั้น กสทช. ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากยังมีประเด็นปัญหาที่คลื่นความถี่ที่ ดีแทค ถือครองอยู่นั้น กสท. มีความประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์อยู่ หาก กสทช. นำมารวมประมูลด้วยอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องและทำให้ไม่สามารถประมูล 4G ได้เลย ส่วนการกำหนด Over All Spectrum Cap นั้น สาเหตุที่ไม่ได้นำมาใส่ไว้ในร่างประกาศฯ นั้นก็เพราะว่าจำนวนที่เหมาะสมหากจะมีการกำหนดนั้นต้องอยู่ที่ประมาณ 200 MHz ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการในประเทศไทยยังถือครองคลื่นความถี่กันจำนวนน้อยเพราะเพิ่งมีการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz ไปเพียงคลื่นความถี่เดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังติดปัญหาข้อกฎหมายอีกด้วยว่าในปัจจุบันการถือครองคลื่นความถี่ในประเทศไทยมีทั้งถือครองตามสัญญาสัมปทานและตามระบบใบอนุญาต ซึ่งสำหรับความถี่ย่าน 1800 MHz นี้ ดีแทค ได้รับสัมปทานจำนวน 50 MHz จากบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด หรือ กสท. ดังนั้นในการนับจำนวน Spectrum ที่สามารถถือครองได้นั้น 50 MHz นี้ควรนับเป็นของ ดีแทค หรือของ กสท. ส่วนประเด็นเรื่องอายุสัมปทาน 19 ปีนั้นมีที่มาจากการที่ กสทช. มีความประสงค์ที่จะให้คลื่นความถี่ย่าน 1800 นี้หมดอายุพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้นเมื่อมีสองรายประมูลในวันนี้จะได้ใบอนุญาตอายุ 19 ปี ส่วนคลื่นความถี่ที่ ดีแทค ถืออยู่และจะถูกประมูลในปี พ.ศ. 2561 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า ผู้ที่ประมูลได้จะได้รับใบอนุญาต 15 ปี เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้วอายุใบอนุญาตจะหมดพร้อมกันนั่นเอง

ประเด็นที่สองที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นคือวิธีการประมูล 4G ที่จะใช้วิธีการประมูลแบบ Simultaneous Ascending Auction (SAA) ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับการประมูลคลื่นความถี่ 3G วิธีการประมูลแบบนี้เข้าใจโดยง่ายคือการประมูลที่มีการเสนอราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในการประมูลแต่ละรอบ ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ และหากมีผู้เข้าร่วมประมูลจำนวนน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนชุดคลื่นความถี่การประมูลก็จะถูกยกเลิกและ กสทช. จะพิจารณากำหนดการประมูลใหม่ตามความเหมาะสม

ในประเด็นที่สองนี้มีผู้แสดงความคิดเห็นว่าวิธีการเสนอราคาแข่งกันเช่นนี้ ภายหลังการประมูลไปแล้วอาจทำให้เกิดการผูกขาดทางตลาดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินทุนจำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้จะมีอิทธิพลในการกำหนดราคาต่อผู้บริโภคได้ นอกจากในประเด็นของการยกเลิกการประมูลเมื่อมีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนชุดคลื่นความถี่นั้นมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เสนอว่าไม่ควรยกเลิกการประมูลแต่ควรกำหนดขยายระยะเวลาให้มีผู้มาเข้าร่วมประมูลมากขึ้น เช่นกำหนดขยายเวลาออกไปอีก 30 วันให้มีผู้มายื่นขอประมูลเพิ่มเติม แต่หากพ้นเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่มีผู้ประกอบการมาเพิ่มก็ควรจัดการประมูลต่อไป เพราะถึงอย่างไรก็มีการกำหนดราคาขั้นต่ำในการประมูลอันเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่รัฐจะได้รับจากการประมูลอยู่แล้ว ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาร้อยละ 56 ของการประมูลทั่วโลก ได้ราคาขั้นต่ำเป็นราคาสุดท้ายของการประมูล เช่น ประเทศเดนมาร์กและสิงคโปร์

โดยในประเด็นนี้ตัวแทนจาก กสทช. ได้ชี้แจงว่าการประมูลแบบเสนอราคาเพิ่มขึ้นไปนี้มีความเหมาะสมและสามารถสร้างการแข่งขันภายหลังการประมูลได้ และอย่าลืมว่าในอนาคตกำลังจะมีการประมูลคลื่นความถี่ในย่านอื่นๆ ตามมาอีก ไม่ใช่แค่คลื่น 1800 MHz เท่านั้น

ประเด็นที่สามคือราคาขั้นต่ำในการประมูลร่างประกาศฯ กำหนดอยู่ที่ชุดละ 11,600 ล้านบาท เคาะเพิ่มครั้งละร้อยละ 5 หรือ 580 ล้านบาท โดยผู้ที่ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินค่าประมูลภายใน 3 งวด งวดแรกร้อยละ 50 พร้อมกับหนังสือค้ำประกัน งวดที่สองร้อยละ 25 พร้อมกับหนังสือค้ำประกันและงวดที่สามร้อยละ 25 โดยราคาขั้นต่ำในการประมูลนี้ กสทช. จะต้องพิจารณาให้เป็นราคาที่ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าประมูลได้ ไม่ควรแพงเกินไปจนรายเล็กไม่กล้าเข้าร่วมประมูล ในประเด็นนี้ผู้เข้าร่วมงานต่างเสนอไปในทิศทางเดียวกันว่าการชำระค่าประมูลควรกำหนดงวดแรกให้ลดลงกว่าร้อยละ 50 ตามร่างประกาศฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถหาเงินมาชำระได้ โดยบางท่านเสนอว่าควรเป็น 4 งวด คือ 30: 30: 30: 10 บางท่านเสนอว่าควรเป็น 25: 25: 25: 25 และบางท่านเสนอว่าควรเป็นร้อยละ 20 แบ่งชำระ 5 งวด

ในประเด็นที่สี่คือสิทธิหน้าที่และเงื่อนไขในการอนุญาต ซึ่งร่างประกาศฯ ระบุว่าเมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วผู้ประกอบการมีสิทธิดำเนินการใดได้บ้าง อาทิ การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการมูลค่าเพิ่ม บริการขายส่งบริการ และในขณะเดียวกันผู้ประกอบการมีหน้าที่ที่จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมครอบคลุมจำนวนประชากรอย่างน้อยร้อยละ 40 ภายใน 4 ปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต โดยในประเด็นนี้บรรดากลุ่มผู้ประกอบการมีความเห็นตรงกันคือไม่เห็นด้วยเพราะมองว่า 3G มีการกำหนดไปแล้วที่ต้องครอบคลุมร้อยละ 80 ดังนั้นเมื่อ 4G มุ่งเน้นที่การใช้งานในด้านการรับ-ส่งข้อมูลหรือ Data ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดขั้นต่ำอีก แต่ในขณะเดียวกันตัวแทนจากฝ่ายบริโภคกลับมองว่าการกำหนดร้อยละ 40 เช่นนี้น้อยเกินไปเพราะผู้ประกอบการย่อมลงทุนเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น ไม่ไปลงทุนในพื้นที่ต่างจังหวัด

โดยในประเด็นนี้ตัวแทนจาก กสทช. ได้ชี้แจงว่าการกำหนดการครอบคลุมขั้นต่ำที่ร้อยละ 40 นั้นเป็นการเหมาะสมแล้ว เพราะ 4G หรือ LTE นั้นเน้นที่การเสริมการรับ-ส่งข้อมูลเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มี 3G ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว ไม่ขาดแคลนย่อมไม่มีความต้องการ หากผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนอาจขาดทุน ผลสุดท้ายต้องย้อนกลับมาเรียกเก็บจากผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันหากในต่างจังหวัดมีการใช้ 3G มากจนไม่เพียงพอบรรดาผู้ประกอบการเห็นช่องทางการลงทุนย่อมต้องการเข้าไปลงทุนเอง ซึ่งเป็นกลไกตลาดตามปกติ

จะเห็นได้ว่าในการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ได้รับประโยชน์จากมุมมองที่หลากหลายที่ช่วยกันระดมความคิดความเห็นเพื่อให้ร่าง ประกาศ 4G ออกมาในรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะได้มีการสรุปความเห็นและข้อแนะนำส่งให้ กสทช. พิจารณาภายในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ และจะมีการนำเข้าที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 18 มิถุนายนต่อไป

Source : http://telecomjournalthailand.com/

ไว-ไฟ บนเครื่องบิน

ไว-ไฟ บนเครื่องบิน

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ในโลกแห่งเทคโนโลยีการสื่อสารที่ไร้พรมแดนนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและการติดต่อระหว่างผู้คนทั่วทั้งมุมโลกเข้าหากันได้ดีที่สุดคือ “อินเทอร์เน็ต” ซึ่งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบที่ผู้ใช้งานจะต้องนั่งประจำที่หรือประจำจุดที่จัดไว้เท่านั้นอาจไม่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องทำงานโดยอาศัยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเป็นสำคัญแม้แต่ในระหว่างการเดินทาง สำหรับผู้ใช้งานบางรายแล้วหากพลาดการเชื่อมต่อแม้แต่ชั่วโมงเดียวก็อาจส่งผลสำคัญหรือพลาดโอกาสนัดหมายในทางธุรกิจบางอย่างได้ ความสำคัญดังกล่าวจึงนำไปสู่การออกใบอนุญาตให้กับสายการบินในการให้บริการ ไว-ไฟ บนเครื่องบิน โดยสาร

เมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. บอร์ดชุดเล็กของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้อนุมัติใบอนุญาตอินเทอร์เน็ตประเภทที่ 1 แบบไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง ให้กับบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสายการบินนกแอร์ในการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย หรือ ไว-ไฟ บนเครื่องบิน โดยสารได้ ระยะเวลาการอนุญาต 5 ปี โดยนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่าลักษณะของการให้บริการจะเป็นการติดตั้ง ไว-ไฟ บนเครื่องบิน และใช้ช่องสัญญาณผ่านทรานสปอนเดอร์ขึ้นไปยังดาวเทียมไทยคม เพื่อรับส่งสัญญาณสถานีภาคพื้นดิน โดยใช้ได้ในเครื่องบินที่มีเส้นทางการบินทั้งในประเทศและนอกประเทศ

ก่อนหน้านี้ กทค. ได้ให้ใบอนุญาตในการให้บริการไว-ไฟ กับการบินไทยเป็นรายแรกไปเมื่อช่วงธันวาคม 2556 ซึ่งการบินไทยได้เปิดให้บริการ THAI Sky Connect ไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การอนุญาตไว-ไฟให้กับทั้งสองสายการบินเป็นการอนุญาตแบบเดียวกัน ความถี่ที่ให้บริการคือคลื่นความถี่ย่าน 2.4 GHz แต่สำหรับสายการบินนกแอร์กับการบินไทยนั้นจะต่างกันอยู่ที่ลักษณะการติดตั้งอุปกรณ์เพราะการบินไทยจะมีอุปกรณ์ติดตั้งมากับเครื่องอยู่แล้ว ในขณะที่สายการบินนกแอร์ต้องหาอุปกรณ์เพื่อมาติดตั้งและใช้ช่องสัญญาณผ่านดาวเทียมไทยคม

สำหรับการบินไทยที่ได้เปิดให้บริการแล้วนั้น ผู้โดยสารสามารถใช้งานไว-ไฟ กับโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟนและแท็บเลตได้ โดยเข้าใช้บริการ THAI Sky Connect หลังเครื่องบินทะยานสู่ท้องฟ้าหรือ Take-off และสัญญาณคาดเข็มขัดนิรภัยดับลงแล้ว บริการไว-ไฟจะถูกระงับเมื่อเครื่องบินทำการบินเหนือน่านฟ้าบางประเทศที่ไม่อนุญาตใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายบนเครื่องบินได้ อาทิ พม่า เวียดนาม บังคลาเทศ อินเดียและเกาหลี เป็นต้น ผู้อ่านบางท่านอาจสงสัยว่าค่าบริการ ไว-ไฟ บนเครื่องบิน จะสูงมากไหม จึงขอยกตัวอย่างของสายการบินหนึ่งโดยไม่เปิดเผยชื่อว่าอัตราค่าบริการมีให้เลือก 2 แพ็คเกจ คือบริการสำหรับสมาร์ทโฟน ขนาด 3 MB ราคา 4.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขนาด 10 MB ราคา 14.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนบริการสำหรับไอแพดและแล็บท็อป ขนาด 10 MB ราคา 14.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ และขนาด 20 MB ราคา 28.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น

ความต้องการใช้ ไว-ไฟบนเครื่องบิน นี้เป็นที่นิยมอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากผลสำรวจจากเว็บไซต์ค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พักและรถเช่าชั้นนำของโลกอย่าง Skyscanner ที่ได้เผยผลสำรวจถึงความต้องการของผู้โดยสารเครื่องบินทั่วโลกพบว่าร้อยละ 47 ของนักท่องเที่ยวในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก ระบุว่าสื่อบันเทิงที่ต้องการมากที่สุดเมื่ออยู่บนเครื่องบินคือสัญญาณไว-ไฟ ซึ่งแน่นอนที่สายการบินระดับโลกจำนวนมากได้หันมาเปิดให้บริการไว-ไฟบนเครื่องบินโดยสารกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน Emirates Airlines ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สายการบิน Lufthansa ของเยอรมันนี สายการบิน Virgin Atlantic Airways ของอังกฤษ สายการบิน Singapore Airlines ของสิงคโปร์ สายการบิน Air China ของจีน สายการบิน Philippine Airlines ของฟิลิปปินส์ และสายการบิน Qatar Airways และ Southwest Airlines ของสหรัฐอเมริกา

ธุรกิจให้บริการไว-ไฟ บนเครื่องบินในสหรัฐอเมริกาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนถึงขณะนี้มีเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาให้บริการไว-ไฟแล้วเกือบ 2,500 ลำ โดยประมาณร้อยละ 60 ของผู้โดยสารเครื่องบินพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกามีการเชื่อมต่อไว-ไฟบนเครื่องบิน หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการไว-ไฟ บนเครื่องบินรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา คือ Gogo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสัญญาณไว-ไฟ บนเครื่องบินพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกากว่า 1,600 ลำ โดยการให้บริการไว-ไฟบนเครื่องบินนั้น Gogo จะคิดค่าบริการ 5 – 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเดินทางโดยค่าบริการที่ได้รับทั้งหมด Gogo จะนำมาแบ่งให้กับสายการบินต่อไป

ปัจจุบันการให้บริการสัญญาณไว-ไฟบนเครื่องบินนั้นมี 2 แบบ แบบแรกคือการส่งสัญญาณจากเสาส่งสัญญาณที่ติดตั้งอยู่บนพื้นดิน ซึ่งแต่ละเสาจะสามารถส่งสัญญาณได้ไกล 250 ไมล์ ปัญหาที่พบสำหรับวิธีนี้ก็คือหากเครื่องบินทำการบินเหนือทะเลหรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ผู้โดยสารบนเครื่องจะไม่สามารถใช้บริการได้ ส่วนแบบที่สองเป็นการให้บริการไว-ไฟ บนเครื่องบินผ่านการส่งสัญญาณดาวเทียม ทำให้ผู้โดยสารสามารถใช้งานไว-ไฟ ได้แม้ว่าจะบินอยู่บนผืนน้ำ แต่การติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณไว-ไฟ บนเครื่องบินโดยใช้ระบบดาวเทียมนั้นก็มีข้อเสียอยู่ที่ยุ่งยากและใช้เวลานานกว่าเครื่องส่งสัญญาณแบบเสา ทำให้มีค่าใช้จ่ายและค่าบริการแพงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะเลือกแบบใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสายการบินนั่นเอง

บริการไว-ไฟ บนเครื่องบินโดยสารนี้มีข้อดีมากมายไม่ว่าจะเป็นความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการเครื่องบินโดยสารทั้งในกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว การสนับสนุนให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ และการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนเครื่องบนจะไม่รบกวนสัญญาณการทำงานของระบบการบิน เพราะขณะเครื่องขึ้น-ลง ผู้โดยสารยังคงถูกห้ามไม่ให้ใช้อุปกรณ์สื่อสารอยู่ แต่เมื่ออยู่ในอากาศแล้วสามารถใช้งานได้เพราะสัญญาณของอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มีส่วนรบกวนสัญญาณวิทยุที่ใช้ควบคุมอากาศยานก็ตาม แต่คงไม่อาจมองในแง่ดีหรือประโยชน์ที่ได้รับแต่เพียงอย่างเดียวได้เพราะการมีไว-ไฟ ใช้ในขณะที่เครื่องบินกำลังทำการบินอยู่นั้นก็หมายความว่าผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องสามารถติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ภาคพื้นดินได้เกือบตลอดเวลา ทำให้การวางแผน การนัดแนะ ซักซ้อมหรือการแจ้งความเคลื่อนไหวในเรื่องต่างๆ ของกลุ่มคนร้ายทั้งที่อยู่บนเครื่องบินกับที่อยู่ภาคพื้นดินเพื่อการก่อวินาศกรรมหรือจี้เครื่องบินก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน

Source : http://telecomjournalthailand.com/

 

 

เจาะข้อมูลบัญชี LINE

เจาะข้อมูลบัญชี LINE

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

จากจำนวนผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นแชท “LINE” ที่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2554 แต่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในระยะเพียงประมาณ 3 ปี จนปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 400 ล้านราย และมีจำนวนการใช้งานทั่วโลกสูงถึงหนึ่งหมื่นล้านครั้งต่อวัน ทำให้ LINE กลายเป็นแอพพลิเคชั่นยอดนิยมในโลกโซเชี่ยลอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งผู้บริหาร LINE เชื่อว่าจำนวนผู้ใช้ LINE ทั่วโลกจะเติบโตถึงระดับ 500 ล้านคนได้ในปลายปีนี้

สำหรับประเทศไทยจากสถิติพบว่ามีจำนวนผู้ใช้งาน LINE สูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากประเทศญี่ปุ่น 2 ปีติดต่อกันแล้ว โดยในปีพ.ศ. 2556 Edge Asia บริษัทดิจิตอลเอเจนซี่รายใหญ่ของประเทศไทยที่ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ของแอพพลิเคชั่นแชท LINE ได้เปิดเผยว่าในปี พ.ศ. 2556 LINE มีจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกอยู่ที่ 240 ล้านคน ประเทศที่ใช้มากที่สุดอันดับหนึ่งคือประเทศญี่ปุ่น จำนวน 47 ล้านคน รองลงมาคือประเทศไทย จำนวน 18 ล้านคน ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 นี้ LINE เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยมีผู้ใช้งานทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากเดิม 240 ล้านคนเป็นกว่า 400 ล้านคน โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ใช้งาน LINE ในประเทศไทยกว่า 24 ล้านคน เติบโตสูงขึ้นร้อยละ 20 และยังคงครองสถิติประเทศที่มีผู้ใช้งาน LINE สูงสุดเป็นอันดับที่สองของโลกรองจากประเทศญี่ปุ่นผู้ผลิต โซเชียล อิงค์ ยังได้สำรวจและรวบรวมพฤติกรรมกลุ่มตัวอย่างคนไทยจำนวน 688 คนที่มีบัญชีผู้ใช้ LINE อย่างเป็นทางการ หรือ Official Account พบว่าคนไทยร้อยละ 87 ใช้ LINE สำหรับการแชทหรือการสนทนา ในขณะที่ร้อยละ 47 ใช้ LINE Camera และร้อยละ 45 ใช้ LINE สำหรับการเล่นเกมส์

จากจำนวนผู้ใช้งาน LINE ในประเทศไทยถึงอันดับ 2 ของโลกจึงทำให้ LINE เล็งเห็นถึงการเติบโตของธุรกิจ LINE ในประเทศไทยและเห็นว่าประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญของ LINE โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา LINE ได้มาเปิดสำนักงานในประเทศไทยขึ้น (Line Thailand) โดยมีนาย Jin-Woo Lee ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการประจำ LINE Thailand และให้ความเห็นถึงการเติบโตของ Line ในประเทศไทยที่ว่าเกิดขึ้นบน 4 ปัจจัย ได้แก่ การร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่น ความสามารถและบริการที่ LINE พัฒนาให้รองรับภาษาไทยเต็มที่ การให้บริการคอนเทนท์ท้องถิ่นที่ใกล้ตัวคนไทย รวมถึงการเปิดตัวสำนักงานในประเทศไทยพร้อมพนักงานไทย

หันมาดูสถิติการใช้งาน LINE ของทั่วโลก โดยเฉลี่ยขณะนี้พบว่ามีการส่งข้อความผ่าน LINE เฉลี่ยสูงถึงประมาณหนึ่งหมื่นล้านครั้งต่อวัน มีการส่งสติ๊กเกอร์เฉลี่ยสูงถึงประมาณหนึ่งหมื่นแปดพันล้านครั้งต่อวัน มีการใช้ LINE CALL เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 12 ล้านครั้งต่อวันและมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละประมาณ 1.6 ล้านคนต่อวัน

จากการที่ LINE เป็นแอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจากการใช้งานที่ง่ายและสามารถใช้ได้ร่วมกับระบบปฏิบัติการทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็น Android, iPhone, iPad หรือแม้แต่บนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop PC) ซึ่ง LINE ได้สร้างสถิติมีผู้ใช้เกิน 100 ล้านคนในระยะเวลาเพียง 18 เดือน และ 200 ล้านคนในอีก 6 เดือนหลังจากนั้น โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย อินเดีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ ไทย และญี่ปุ่น แต่ล่าสุดบริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น LINE ได้ออกแถลงการณ์เตือนให้ผู้ใช้บริการทั่วโลกโดยเฉพาะในญี่ปุ่นทำการเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีผู้ใช้ของตัวเองหลังจากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจพบการโจรกรรมข้อมูลจากบัญชีผู้ใช้ของ LINE แล้วอย่างน้อย 303 บัญชีในช่วงเพียง
แค่ 1 เดือน คือในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2557 โดยในจำนวน 303 รายนี้มี 3 รายที่ถูกขโมยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินในวงการธุรกิจซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาล โดยในขณะนี้บริษัท ไลน์ คอปอร์เรชั่น จำกัด กำลังร่วมมือกับตำรวจเพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าวและขอแนะนำให้ผู้ใช้เปลี่ยนรหัสผ่าน หรือ Password เพื่อการใช้งานได้อย่างปลอดภัย

สำหรับสาเหตุที่บัญชีผู้ใช้งาน LINE ถูก เจาะข้อมูล หรือโจรกรรมข้อมูลนั้น โฆษก LINE ออกมากล่าวว่าอาจเกิดมาจากรหัสผ่านที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอื่นๆ เกิดการรั่วไหล ซึ่งบัญชีผู้ใช้งาน (Account) ที่ถูกแฮคขณะนี้ยังอยู่ในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด โดยโฆษก LINE ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดถึงวิธีการที่พวกคนร้ายใช้ในการ เจาะข้อมูล LINE แต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เคยมีบทความที่วิเคราะห์ถึงการ เจาะข้อมูล LINE ไว้อย่างน่าสนใจว่าโดยปกติแล้ว LINE มีความปลอดภัยที่สูงมากเพราะเป็นการสนทนา (Chat) แบบส่วนตัว (Private) หรือแบบกลุ่ม (Group) ที่จำกัดอยู่ระหว่างกลุ่มบุคคลเท่านั้น คนอื่นจะไม่สามารถเข้าไปดูข้อความส่วนตัวที่เราคุยอยู่กับคนอื่นได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดๆ ก็ตาม นอกจากว่าจะเปิดดูผ่านอุปกรณ์ที่คุณใช้ในขณะนั้นไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตหรือผ่านคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง LINE ลงไป ซึ่งการใช้ LINE ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นช่องโหว่สำคัญที่จะทำให้ถูก เจาะข้อมูล ได้ โดยผู้ที่ล่วงรู้ข้อมูลของคุณจะสามารถใช้ Email และรหัสผ่านที่ใช้ในการลงทะเบียนกับ LINE ไปเปิดดูข้อความ LINE ในคอมพิวเตอร์ได้พร้อมๆ กับที่เราใช้งาน LINE บนสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว ซึ่ง LINE ในคอมพิวเตอร์นี้สามารถดูประวัติการสนทนาได้ทั้งหมด แม้ว่าเจ้าของจะลบประวัติการสนทนาออกจากสมาร์ทโฟนไปแล้วก็ตาม เหล่าคนร้ายก็ยังสามารถย้อนหลังไปดูข้อความเก่าได้ทั้งหมดบน LINE ในคอมพิวเตอร์

เมื่อทราบเช่นนี้การป้องกันไม่ให้ LINE ของเราถูก เจาะข้อมูล ได้ดูน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด โดยวิธีป้องกันอย่างง่ายๆ มีอยู่หลายวิธี อาทิ เมื่อสมัคร LINE แล้ว ต้องลงทะเบียน Email ของคุณไว้พร้อมตั้งรหัสผ่านที่ไม่มีใครรู้หรือคาดเดาได้ยาก และที่สำคัญอย่าใช้รหัสผ่านเดียวกันกับทุกแอพพลิเคชั่น อาทิ อย่าใช้รหัสผ่าน LINE ที่เหมือนกับรหัสผ่าน Facebook หรือ Twitter ทั้งนี้เพื่อป้องกันกรณีที่คุณอาจถูก เจาะข้อมูล จากแอพพลิเคชั่นใดแอพพลิเคชั่นหนึ่งแล้วจะถูกเชื่อมโยงไปยังข้อมูลสำคัญอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้อย่าปล่อยให้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ทของคุณตกไปอยู่ในมือของคนอื่นไม่ว่าจะเหตุผลใดๆ ก็ตาม และที่สำคัญอย่าลืมตั้งรหัสผ่าน Lock หน้าจอมือถือไว้เพื่อไม่ให้คนอื่นเปิดใช้งานได้โดยไม่ได้รับอนุญาต และหากคุณรู้ตัวว่าคุณถูก เจาะข้อมูล ให้ทำการถอนการติดตั้ง LINE โดยทันทีและลงทะเบียน LINE ใหม่เท่านี้ก็จะสามารถป้องกันการถูก เจาะข้อมูล LINE ได้

Source : http://telecomjournalthailand.com/

แผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3

แผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3

ณกฤช เศวตนันทน์ นบ. (เกียรตินิยม) นบท. นม.
Nakrit Sawettanan ACIArb
ที่ปรึกษา www.lawyer-thailand.com

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของประชากรให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการผลักดันความเจริญก้าวหน้าให้เกิดขึ้น นอกจากการขวนขวายใฝ่หาความรู้โดยปัจเจกบุคคลเองแล้ว รัฐย่อมเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเท่าเทียมหน่วยงานราชการที่สำคัญในการทำหน้าที่ผลักดันประชาชนไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีด้านไอที ได้แก่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวงไอซีที และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นต้น

ที่ผ่านมากระทรวงไอซีทีได้กำหนดนโยบายหรือแผนแม่บทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในประเทศไปแล้วจำนวน 2 ฉบับ แต่ละฉบับครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี โดยฉบับที่ 2 มีผลใช้บังคับในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2556 ดังนั้นในปีนี้กระทรวงไอซีทีจึงได้มีการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 3 ขึ้นเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไปในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2561 โดยบทความฉบับนี้ผู้เขียนจะพาไปรู้จักกับแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 นี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้เห็นภาพกับได้เข้าใจในระดับหนึ่งว่า ICT ของประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใดและเราจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างไรได้บ้าง

แผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 นี้เป็นการดำเนินการตามกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย ระยะปี พ.ศ. 2554 – 2563 หรือ ICT 2020 ซึ่งเป็นกรอบใหญ่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยมุ่งสู่ Smart Thailand ในปี พ.ศ.2563 โดยกรอบ ICT 2020 นี้ได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนแม่บท ICT เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่วางไว้

แนวคิดสำคัญในการจัดทำแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 คือต่อยอดการพัฒนาจากแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 2 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาด้าน ICT ของประเทศไทย โดยยึดหลักการพัฒนาแบบยั่งยืน หรือ Sustainability ซึ่งหลักการพัฒนาด้าน ICT แบบยั่งยืนนี้ประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญ ได้แก่ หลักธรรมาภิบาล (Governance) หลักความมั่นคงปลอดภัยทางโลกไซเบอร์ (Cyber Security) หลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน (Green ICT) หลักการพัฒนาที่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย มาตรฐาน ระเบียบและวิธีการด้าน ICT (Laws & Regulations Development) หลักการพัฒนาตามหลักเกณฑ์วุฒิภาวะด้าน ICT ที่เกี่ยวข้อง (Maturity Model) และหลักการพัฒนาที่ลงถึงระดับชุมชนและท้องถิ่น (Community & Region Based Development)

ในช่วงปีที่ผ่านมาแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 นี้ได้ผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็นแบบ Focus Group เพื่อระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจํานวน 8 กลุ่มเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ในช่วงเดือนสิงหาคม 2556 การจัดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในทุกมิติ โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่ม ประกอบไปด้วยกลุ่ม Government กลุ่ม ICT เพื่อการพัฒนาสังคม กลุ่ม ICT Human Capital กลุ่ม Infrastructure กลุ่ม ICT เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ กลุ่ม ICT กับสิ่งแวดล้อม กลุ่ม ICT กับกลุ่มความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และกลุ่ม ICT Industry ซึ่งในแต่ละกลุ่มได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาเป็นประธานนำการประชุม

ยุทธศาสตร์หลักที่ถูกกำหนดในแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 ประกอบด้วยการพัฒนาใน 4 ยุทธศาสตร์ คือ การพัฒนาทุนมนุษย์ให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา ICT ของประเทศ (Participatory People) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คุ้มค่าและพอเพียง (Optimal Infrastructure) การพัฒนาระบบบริการของภาครัฐอย่างชาญฉลาด (Smart Government) การพัฒนาอุตสาหกรรม ICT และภาคธุรกิจที่รุ่งเรืองสดใส (Vibrant Industry & Business) โดยในแต่ละยุทธศาสตร์มีแนวคิดและแผนงานรองรับที่เป็นรูปธรรม กล่าวคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาทุนมนุษย์ให้เข้าถึงและรู้เท่าทัน ICT เพื่อการดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างพอเพียง ด้วยแนวคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม มีส่วนร่วมในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากบริการ ICT (Participatory People) ยุทธศาสตร์ที่ 1 นี้มีแผนงานหลักหรือโครงการเร่งด่วนในการศึกษามาตรฐานในการกําหนดวิชาชีพด้าน ICT เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายบุคลากร ICT ระหว่างประเทศ ภายใต้ AEC/ASEAN และ APEC กับมุ่งส่งเสริมและยกระดับศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนและศูนย์อื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันให้เป็นช่องทางและกลไกในการส่งเสริมทักษะแนวคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการพัฒนาฝีมือแรงงานด้าน ICT การจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศในการพัฒนาบุคลากรสำหรับภาคบริการอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคอาเซียน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่พอเพียง (Sufficient) และคุ้มค่า (Optimal Infrastructure) ยุทธศาสตร์นี้มีแผนงานหลักอยู่ที่การพัฒนาโครงข่ายหลักระหว่างประเทศ เพื่อสร้างแนวทางในการเป็นศูนย์กลางด้าน Logistics ของภูมิภาค ASEAN และ ASEAN บวกพันธมิตร รวมถึงการขยายจุดให้บริการและปรับปรุงคุณภาพ Free Wi-Fi ในที่สาธารณะโดยไม่คิดค่าบริการ ในพื้นที่บริการนักท่องเที่ยว สวนสาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่ง และสถานที่อื่นๆ ตามความเหมาะสม อีกทั้งยังมีแผนในการจัดทําชุดเครื่องมือมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐาน (Standard Security Toolkit) สําหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถนําไปใช้ในการตรวจสอบและเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศในหน่วยงานได้

ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการยกระดับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นให้มีความมั่นคงปลอดภัย ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคสากล (Smart Government) แผนงานหลักหรือโครงการหลักของยุทธศาสตร์นี้คือ การประเมินระดับวุฒิภาวะ (Maturity) ของ e-Service ในด้านต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและหน่วยงานระดับกรมในทุกกระทรวง การจัดตั้งหรือปรับปรุงเว็บไซต์กลางของภาครัฐตามแนวทาง Open Government เช่น ภายใต้ชื่อ Government Knowledge Center (www.g4share.go.th) หรือ www.data.go.th สําหรับใช้เป็นช่องทางในการเปิดเผยและแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งบริการในลักษณะ App Store ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม พร้อมด้วยเครื่องมือที่สามารถนําข้อมูลและบริการไปใช้ประโยชน์ได้สําหรับประชาชนและเอกชน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจ ส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้ ICT เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดในระดับภูมิภาคและระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม ICT เชิงสร้างสรรค์ และการใช้ ICT ในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Vibrant Industry & Business) โดยยุทธศาสตร์นี้มีแผนงานหลักอยู่ที่การจัดตั้ง One Stop Service ในการให้บริการข้อมูล ข่าวสารรวมทั้งการจดทะเบียนเพื่ออํานวยความสะดวกในการจัดตั้งและประกอบธุรกิจ ICT ในประเทศไทย (Facilitation Desk for ICT Business Start-up Program) รวมตลอดจนการจัดตั้งกองทุน ICT เพื่อการพัฒนา ICT ในภาคธุรกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรม ICT โดยเฉพาะในภาคส่วนธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม นอกจากนี้ยังมีโครงการ National Agriculture Platform เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนและการเข้าถึงข้อมูลที่จําเป็นในภาคการเกษตรในรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานทุกกลุ่มด้วย

เป้าหมายหลักที่กระทรวงไอซีทีคาดว่าจะได้รับจากการกำหนดยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 ข้างต้นนั้นคือ การมีสัดส่วน ICT ต่อ GDP สูงขึ้นโดยเฉพาะจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคธุรกิจมีเครื่องมือ ICT เพื่อสร้างความพร้อมและการปรับตัวในการแข่งขันในเวทีสากล ประชาชน ชุมชนและท้องถิ่นสามารถประยุกต์ใช้ ICT เพื่อการศึกษาเรียนรู้ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพได้ บริการอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐไร้ตะเข็บรอยต่อและเป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน สังคม ชุมชน ท้องถิ่นเข้มแข็ง ปลอดภัยและมีความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อีกทั้งอันดับประเทศไทยด้าน ICT สูงขึ้นในสถาบันการจัดอันดับสากล นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้ประชากรร้อยละ 80 ของประเทศสามารถเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงภายในปี 2558 และร้อยละ 90 ภายในปี 2561 อีกทั้งประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 มีความรอบรู้ เข้าถึง และมีส่วนร่วมในการพัฒนากับใช้ประโยชน์จากระบบ ICT ได้อย่างเท่าทัน เพื่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้สัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรม ICT รวมทั้งอุตสาหกรรมดิจิตอลคอนเทนต์ ต่อ GDP ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และมีระดับความพร้อมด้าน ICT ใน Networked Readiness Inbox อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงที่สุดในสัดส่วนร้อยละ 30 ก่อให้เกิดการจ้างงานในสายวิชาชีพรูปแบบใหม่ๆ ตามความต้องการของตลาดทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญและบทบาทของ ICT ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ขณะนี้แผนแม่บท ICT ฉบับที่ 3 นี้มีท่านเมธินี เทพมณี ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นแม่งานในการจัดทำเพื่อให้เกิดความครบถ้วนและสมบูรณ์อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนชาวไทย

Source : http://telecomjournalthailand.com/